You are on page 1of 71

1

กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรระดับมัธยมศึกษา

1. การสรางเกมคณิตศาสตรดวย Microsoft Excel


การสรางเกมคณิตศาสตรดวย Microsoft Excel นั้นเปนการประยุกตโปรแกรม Microsoft
Excel ซึ่งมีความสามารถทางดานคํานวณโดยใชตารางการทํางานและมีสูตรคณิตศาสตร ชวยในการ
คํานวณอีกมากมาย แตก็ไมใชวาจะนํา โปรแกรม Microsoft Excel ไปสรางเกมไดทุกเกม เกมที่จะ
นํามาสรางก็ควรจะเปนเกมที่เนนการคํานวณ ซึ่งเกมเหลานี้หาไดจากหนังสือเกมคณิตศาสตรทั่วไป
หรืออาจจะเปนเกมที่คิดขึ้นมาเองเพื่อสรางทักษะการคิดคํานวณซึ่งจะนําไปสูการเรียนการสอนวิชา
คณิตศาสตร ก็ได
หลักการสรางเกม
1. ผูที่จะสรางเกมจะตองเลนเกมนั้นได และตองรูถึงกฎเกณฑการแกปญหาที่จะไดมาซึ่งคําตอบ
พูดงาย ๆ วาจะตองเขาใจเกมนั้นอยางถองแทเลยที่เดียว
2. ตองมีความรูในโปรแกรม Microsoft Excel ขั้นพื้นฐาน คือตองรูจักการจัดการกับเซลล รูจัก เมนู
ตาง ๆ พอประมาณ เอาแควาเมื่อพูดถึงเมนูหลัก ๆ ก็รูวาอยูที่ไหนบนหนาจอก็พอสวนที่เหลือ
คอยศึกษาตอไป
3. ตองมีความคิดสรางสรรคในการออกแบบเกม การตกแตงหนาจอใหมีรูปแบบที่นาสนใจ ขอนี้
ขึ้นอยูกับความสามารถเฉพาะตัว
สวนประกอบของเกม
1. เกมสวนใหญก็จะมี โจทยคําถาม หรือกติกาการเลนเกม
2. มีสวนที่ปอนคําตอบ
3. มีสวนเฉลย
4. อาจจะมีปุมเริ่มเลน ปุมจบเกม ปุมเลนเกมใหม หรือปุมเลนเกมตอไป แลวแตผูสรางจะออกแบบ
กอนที่จะมาศึกษาวิธีการสรางเกมดวย Microsoft Excel นั้น ผูเขียนตองขอออกตัวกอนวา
วิธีการตอไปนี้เปนเพียงแนวทางเทานั้น สวนการตกแตงใหสวยงามสมบูรณ ผูสรางควรศึกษาหา
ความรูเพิ่มเติม และการสรางเกมนี้จะใช Macro ชวยเทานั้น ดังนั้นเกมที่สรางอาจจะมีขอจํากัด
อยูบาง เพราะถาจะใหสมบูรณจริง อาจจะตองใชความรูในโปรแกรม Visual Basic มาชวย พูด
งาย ๆ วา เราจะใชความสามารถของโปรแกรม Microsoft Excel เทานั้น และผูเขียนตอง
ขอขอบคุณ ครูพงศักดิ์ ลีละวัฒนพันธ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช เปนอยาง
สูงเพราะทานเปนตนคิดการสรางเกมดวยโปรแกรม Microsoft Excel และผูเขียนไดรับความรู
จากทาน จึงตองขอขอบพระคุณทานเปนอยางสูงไว ณ ที่นี้
2

เกมตัวอยาง
ตัวอยางเกมที่จะสรางนี้เปนเกมคณิตศาสตร ซึ่งเปนเกมหาผลลัพธ จากตัวเลขที่กําหนดให โดยผูเลน
เกมจะตองคิดวิเคราะหวาตัวเลขที่กําหนดมานั้นมีความสัมพันธกันอยางไร คือวา นําเลขที่
กําหนดใหมาบวก ลบ คูณ หรือหารกันในลักษะใดจึงไดผลลัพธอยางนั้น ซึ่งจะเปนแนวทางหา
คําตอบที่ตองการได

วิเคราะหเกมกอนนําไปสราง
1. “ฉันคือใคร ?” เราจะใช Word Art ชวยตกแตงใหสวยงาม
2. ตัวเลข 1,3,2,5 เกิดจากการสุม ซึง่ เปนตัวเลขไมเกิน 10 โดยใชฟง กชนั RAND()
3. จํานวน 17 เกิดจากเงื่อนไข (5x1)+(2x3) ซึ่งคาจะเปลี่ยนไปตามตัวเลขที่สุมมาได
4. ตัวเลข 4,1,2,3 เกิดจากการสุม ซึง่ ตัวเลขไมเกิน 10 โดยใชฟงกชนั RAND()
5. เครื่องหมาย ? เปนชองวาที่ใหผูเลนเติมจํานวนผลลัพธ เมื่อเติมแลวตองกดแปน Enter เพื่อให
โปรแกรมจะตรวจสอบวาคําตอบถูกหรือไม ถาถูกตองในชองคําเฉลยจะขึ้นคําวา “ถูกตองครับ”
ถาไมถูกตองจะขึ้นคําวา “ผิดครับ ลองตอบอีกครั้ง” การตรวจสอบ ใชฟงชัน IF
6. ถาตองการเลนเกมอีกครั้งหนึ่งใหกดทีป่ ุม “เริ่มตน” โปรแกรมจะสุมตัวเลขชุดใหมมาให ปุม
“เริ่มตน” จะใชแถบเครื่องมือ ฟอรม เพื่อเรียกใช Macro ที่รวมฟงกชนั RAND() ในชองตาง ๆที่
ตองการไดตัวเลขสุม
7. ถาตองการเลิกเลนใหกดปุม “เลิกเลน” จะเปนการออกจากโปรแกรม Microsoft Excel ปุม ”
เลิกเลน” สรางโดยแถบเครื่องมือ ฟอรม เพื่อเรียกใช Macro จบการทํางาน
3

ขั้นตอนการสรางเกมดวย Microsoft Excel


1.ใช Word Art สรางชื่อเกม

1. เปดโปรแกรม
Micrisoft Excel
2.
แทรก รูปภาพ WordArt

3. ปรากฏหนาตาง
WordArt ใหเลือก
รูปแบบที่ตองการ แลว
คลิก ตกลง

4. พิมพคําวา “ฉันคือ
ใคร ?” แทนทีใ่ ส
ขอความของคุณที่นี่
แลวคลิก ตกลง
4

5. เลื่อนไปยังตําแหนง
ที่ตองการ และปรับ
ขนาดใหสวยงาม

2. ปรับขนาด Cell ใหไดขนาดตามที่ตอ งการ และสรางคําเฉลย

1. จะใชแถวที่ 8 ถึง 10 โดยทํา


ใหแถวที่ 8 ถึง 10 Active โดย
การคลิกทีเ่ ลข 8 แลวกดแปน
Shift คางไวแลวกดแปนลูกศร
ลง ไปจนถึงหมายเลข 10
2. เลือกรูปแบบ แถว ความสูง

3. กําหนดความสูงเปน
50 แลวคลิกตกลง

4. เลือกรูปแบบ คอลัมน ความ


กวาง
5

5. กําหนดความกวางเปน10
แลวคลิก ตกลง(ความกวาง
ความสูงเปลี่ยนแปลงตาม
ความเหมาะสมและสวยงามได
ตามที่ตองการ)

3. สราง Macro เพื่อสุมตัวเลข ขั้นตอนนี้เปนขัน้ ตอนที่สําคัญมาก และตองทําอยาใหผิดพลาด

1. คลิกที่เซลล A13 เพื่อให Avtive


2. พิมพที่ชอง fx (แถบสูตร)
=INT(RAND()*10)
(สูตรนี้เปนการสุมตัวเลข 0 ถึง 9 ที่
เปนจํานวนเต็ม )

3. Copy เซลล A13 ไปวางที่ A14


A15 A16 A17 A18 A19 A20 รวม
ทั้งหมด 8 เซลล
6

4. เปนขั้นบันทึกแมโค ใหดาํ เนินการ


ดังนี้ เลื่อน Active Cell ไปที่ C11
ตรงคําเฉลย
5. เลือกเครื่องมือ แมโค บันทุกแม
โครใหม

6. จะเกิดหนาตางบันทึกแมโค มี
ชื่อแมโค ซึ่งตองจําไววาแมโคซื่อนี้เรา
บันทึกอะไร เพื่อจะไดเรียกใชในตอน
ตอไปได
7. ใหใสตัวอักษรที่ชองแปนพิมพลัด
เชนใสตัว e นั่นหมายความวาถากด
เปน Ctrl+e โปรแกรมจะเรียกใช
Macro1
8. คลิกที่ ตกลง

9. จะปรากฏหนาตาง หยุด ซึ่ง


ขั้นตอนตอไปนี้ตองทําดวยความ
ระมัดระวัง เพราะการกระทํา
ทั้งหลายจะถูกบันทึกไวใน Macro1
เมื่อตองการหยุดการบันทึกใหคลิกที่
ปุมสี่เหลี่ยม ของหนาตางหยุด
7

10. Copy เซลล A13 ไปวางที่ เซลล


C8 โดยการวางนัน้ ตองวางแบบ
พิเศษ เมื่อ Copy แลว ใหเลือ่ น
Active Cell ไปที่ C8 แลว เลือก
แกไข วางแบบพิเศษ

11. จะปรากฏ หนาตางการวางแบบ


พิเศษ ใหเลือกที่ คา โดยคลิกในชอง
วงกลมหนาคําวา คา ใหเกิดเปนจุดสี
เขียว ๆ แลว คลิกตกลง
12.ใหทาํ เชนเดียวกับขอ9คือCopy
Cell A14 ไปวางแบบพิเศษที่ D9
A15 ไปวางแบบพิเศษที่ C10
A16 ไปวางแบบพิเศษที่ B9
A17 ไปวางแบบพิเศษที่ F8
A18 ไปวางแบบพิเศษที่ G9
A19 ไปวางแบบพิเศษที่ F10
A20 ไปวางแบบพิเศษที่ E9
13. ใหเลื่อน Active Cell ไปที่ F9
แลวกดปุม Del
14. คลิกที่ปมุ หยุดการบันทึก เปน
การสิ้นสุดการบันทึก Macro1

4. สรางผลลัพธ เพื่อเปนแนวทางใหคดิ หาคําตอบ เมื่อไดตัวเลขจากการสุม แลว ตอไปจะสราง


ผลลัพธไวในเซลล C9 เพื่อเปนแนวทางใหผูเลนเกมสามารถ วิเคราะหหาคําตอบได ซึ่งผลลัพธนนั้ จะ
8

กําหนดอยางไก็ไดขึ้นอยูกับจุกมุงหมายวาเมื่อคิดไดแลวจะนําไปสูความรูในวิชาคณิตศาสตรเรื่อง
อะไร ในทีน่ ี้กาํ หยดวา ผลลัพธจะเกิดจาก (B9*C8)+(C10*D9) ใหดําเนินการดังนี้

1. เลื่อน Active Cell ไปที่


C9 แลวพิมพ ขอความใน fx
(ชองสูตร)ดังนี=้
(B9*C8)+(C10*D9)

2. ตกแตงขอความให
สวยงาม ใหตวั เลขอยู
กึ่งกลาง มีขนาดใหญพอ
งาม เซลลมีพนื้ สีที่ตา งกัน
ขึ้นอยูกับการออกแบบของ
ผูทํา

5. การใชแถบเครื่องมือฟอรม ตกแตงเกม เพื่อใหรูปแบบเกมนัน้ สามารถเลนไดหลาย ๆ ครั้ง จึง


สมควรสรางปุม เรียกใช Macro1 เพื่อใหสมุ เลขชุดใหมมาใหเลน และควรมีปุมหยุดเลน หรือเลนเกม
อื่น ๆ ตอไป ในทีน่ ี้จะสราง 2 ปุม คือปุมเริม่ เลนใหม กับปุมหยุดเลน ใหดําเนินการดังนี้
9

1. สรางแมโค หยุดการ
ทํางาน ใหเลือกเครื่องมือ แม
โคร

2. จะปรากฏหนาตาง แมโค
ใหตั้งชื่อ St แลวคลิกที่ สราง

3. จะปรากฏหนาตาง
Microsoft Visual Basic ให
พิมพคาํ สั่ง ตอไปนี้
Application.Quit แลวปด
หนาตางนี้
10

4. สรางปุมเพือ่ เรียกใช เพื่อ


เรียกใช แมโค ใหคลิกที่
มุมมอง แถบ
เครื่องมือ ฟอรม

5. จะปรากฏหนาตาง ฟอรม
ใหเลือกที่ ปุม แลวคลิกลาก
เมาส เพื่อสรางปุม

6. จะปรากฏหนาตาง
กําหนด แมโค ใหเลือกที่
Macro1 แลว คลิกตกลง
11

7. ปรับแตงชื่อปุม เปน เริ่ม


เลนใหม โดยใชขนาดให
เหมาะสม

8. สรางปุมอีกหนึง่ ปุมตาม
วิธีเดิม ตั้งแตขอ 5 แต
เลือกแมโค St แลวปรับแตง
ตัวอักษรใหสวยงาม แลวปด
หนาตาง ฟอรม จะไดเกมที่
สามารถเลนไดแลว

6. ตกแตงเกมดวยเมนู Excel จากเกมที่สรางขึน้ จะเห็นวาเซลล A13 ถึง A20 เปนคาสุมเพื่อนํามา


สรางปญหาของเกม แตยังปรากฏอยู จึงจําเปนตองซอนไมใหเห็น และเกมนี้ยงั ปรากฏเสนแบงเขต
เซลล ก็สามารถซอนไดเชนกัน

1. ทําให A13 ถึง


A20 Active แลวเลือก
รูปแบบ แถว ซอน แถวA13
ถึง A20 จะมองไมเห็น ถามี
ผลกระทบตอปุม เริ่มเลนใหม
และปุม เลิกเลน ใหคลิกขวา
ที่ปุมเหลานั้น แลวปรับแตง
ใหม
- ระบุชื่อนามสกุล ระดับชั้น
ชื่อโรงเรียน
- ที่อยูโรงเรียน หมายเลข
โทรศัพทที่ติดตอได (ถามี)
12

2. .เลือกเครื่องมือ ตัวเลือก
จะปรากฏหนาตางตัวเลือก3.
ใหคลิกเลือกสิง่ ที่ไมตองการ
ออกดังภาพ ก็จะทําใหเสน
ตาง ๆ หายไป

3. รูปแบบเกมที่สรางเสร็จ
แลว

วิธีการสงผลงาน
สงวิธีที่ 1 สง File งานทั้งหมดผานทาง Email : activity@pil.in.th ระบุชื่อนามสกุล ระดับชั้น ชื่อโรงเรียนที่อยู
โรงเรียน หมายเลขโทรศัพทที่ติดตอได (ถามี)
สงวิธีที่ 2 บันทึกขอมูลเปน CD Rom สงผานทางไปรษณียมาที่
บริษัท แอบโซลูทท อัลลายแอนซ (ประเทศไทย) จํากัด
ที่อยู 90/25 อาคารสาธรธานี 1 ชั้น 10 ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 วงเล็บมุมซอง
วา ระบุชื่อนามสกุล ระดับชัน้ ชื่อโรงเรียน
- ที่อยูโรงเรียน หมายเลขโทรศัพทที่ติดตอได (ถามี) “PIL กิจกรรมทาทาย”
แหลงขอมูล http://www.pil.in.th/v21/ContentDetail.aspx?ContentID=256
ผูสืบคน คุณครูธนวัต ประเศรษฐานนท
13

2. การจัดการเรียนรูแบบบรรยาย
การจัดการเรียนรูแบบบรรยาย คือ กระบวนการเรียนรูที่ผูสอนเปนผูถายทอดความรู
ใหแกผูเรียนโดยการพูด บอก เลา อธิบายเนื้อหาเรื่องราวที่ผูสอนไดเตรียมการศึกษาคนความาเปน
อยางดี ผูเรียนเปนฝายรับฟงและอาจจะมีการจดบันทึกสาระสําคัญในขณะที่ฟงคําบรรยายหรืออาจ
มีโอกาสซักถามแสดงความคิดเห็นไดบางถาผูสอนเปดโอกาส วิธีนี้เหมาะสําหรับผูฟงมีจํานวนมาก
และผูบรรยายซึ่งเปนผูเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ตองการนําเสนอเนื้อหาสาระจํานวนมากในลักษณะ
คม ชัด ลึก โดยใชเวลาไมมากนัก จึงเปนการเรียนรูที่ประหยัดเวลาและคาใชจาย (สุวิทย มูลคํา
และ อรทัย มูลคํา. 2545: 17)
ความมุงหมายของการฝกอบรมโดยวิธีบรรยาย
การจัดการเรียนรูแบบบรรยายมีความมุงหมาย ดังนี้ (กาญจนา วัฒายุ. 2544: 148)
1. เปนการจัดการเรียนรูท ี่เนนเนื้อหาสาระทีน่ ําเสนอโดยผูสอน การเปดโอกาสใหซกั ถาม
อาจมีบางในตอนทายของการบรรยาย ผูสอนเปนผูน ําเสนอปญหาและวิธีการตาง ๆ ในการแกปญหา
และสรุปวาวิธกี ารใดเปนวิธกี ารที่ดที ี่สุดตามหลักการ
2. เปนการจัดการเรียนรูท ี่เนนใหผูเรียนไดรับความรูหลาย ๆ แนวคิดกอนที่จะสรุปเปน
ขอคิดหรือความคิดเห็นที่ดที ี่สุด
ขอดีของการจัดการเรียนรูแบบบรรยาย
1. ดําเนินการไดรวดเร็ว ไดความรูและเนื้อหาสาระมากแตใชเวลานอยเมื่อเทียบกับวิธีอื่น
2. งายตอการบรรยายเพราะไมตองเตรียมสื่อการบรรยาย เพียงแตผูสอนเตรียมเนื้อหา
สาระที่จะบรรยายไวลวงหนาผูสอนใชใบความรูประกอบการบรรยายและมีเครื่องโสตทัศนูปกรณเปน
อุปกรณเสริมก็เพียงพอ
3. สามารถบรรยายไดแมจะมีเวลาจํากัด
4. สามารถบรรยายไดแมจะมีผูเรียนจํานวนมาก
5. ไดรับรูความคิดหลายแนวคิดจากผูสอน
6. เปนวิธีการจัดการเรียนรูท ี่ประหยัดเวลาและคาใชจาย
ขอสังเกตของการจัดการเรียนรูแบบบรรยาย
1. หากผูเรียนมีความตั้งใจฟงการบรรยาย จะชวยเสริมทักษะการฟง การยอ และ
การสรุปความ
2. ผูสอนตองสรางบรรยากาศในการบรรยายดวยวาทศิลปหรือการสื่อความที่ดีเพื่อมิให
ผูเรียนสูญเสียความสนใจ
3. สาระที่ไดจากการบรรยายมิไดเกิดจากการเรียนรูที่เกิดกับผูเรียนโดยตรง แตเปนสาระ
ความรูที่ไดจากการบอกเลาจากผูสอน
14

4. ความรูที่ไดรับจากการฟงอยางเดียวอาจลืมงาย เปนความทรงจําที่ไมถาวร
5. เปนวิธกี ารที่ผูเรียนมีสวนรวมในการเรียนรูนอยมาก
6.เปนวิธีการทีไ่ มสามารถสนองตอบความตองการและความแตกตางระหวางบุคคลได
เพราะทุกคนตองรับรูในเรื่องเดียวกันและในเวลาเดียวกัน
ขั้นตอนการจัดการเรียนรูแบบบรรยาย
ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมการ แบงออกเปน 7 ขั้นยอย คือ
1.1 กําหนดจุดประสงคของการบรรยายแตละครั้งอยางชัดเจน
1.2 ศึกษาภูมิหลังของผูเรียน ไดแก ความรูพื้นฐาน ประสบการณ ความตองการและความสนใจ
นําขอมูล ทั้งหมดมาวางแผนเพื่อเตรียมการบรรยาย
1.3 เตรียมเนื้อหาสาระที่จะบรรยาย ไดแก การศึกษาตํารา เอกสาร วารสาร และแหลงความรู
ตาง ๆ รวมทั้งนําประสบการณของผูสอนเองมาผสมผสานกันดวย
1.4 กําหนดเคาโครง จัดลําดับขั้นตอนเนื้อหาการนําเสนอใหเหมาะสมกับเวลาและลักษณะของ
ผูเรียน
1.5 จัดเตรียมรายละเอียดประกอบการบรรยาย ไดแก ตัวอยาง ขอมูล อุทาหรณ ขอเปรียบเทียบ
ขอมูลทางสถิติ คําถาม และการสรางบรรยากาศ
1.6 เตรียมสื่อประกอบการบรรยาย ไดแก สื่อสิ่งพิมพและสื่อ Electronicsเปนตน
1.7 เตรียมการประเมินผล ไดแก เตรียมแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินตาง ๆ
เปนตน
ขั้นที่ 2 ขั้นบรรยาย แบงออกเปน 3 ขั้นยอย คือ
2.1 ขั้นนํา เปนขั้นของการนําเขาสูบทเรียนซึ่งผูสอนอาจใชวิธีการพูดคุย
ซักถาม ทบทวนความรูเดิม เพื่อเชื่อมโยงกับความรูเกากับความรูใหมหรือใชวิธีการตั้งปญหาเรา
ความสนใจโดยอางถึงเหตุการณสําคัญหรือยกกรณีตัวอยาง ตอจากนั้นจึงแจงจุดประสงคการเรียนรู
และขอบขายของเนื้อหาสาระ สุดทายของขั้นนํา คือ การทดสอบกอนเรียน(pretest)
2.2 ขั้นอธิบาย เปนขั้นของการนําเสนอสาระเพื่ อการเรียนรู ผูสอนตอง
ลํ า ดั บ การอธิ บ ายเป น ขั้ น ตอนอย า งชั ด เจน พร อ มทั้ ง ยกตั ว อย า ง อุ ท าหรณ ข อ มู ล สถิ ติ ข อ มู ล
เปรียบเทียบ ใชคําถามระหวางการบรรยาย และการสรางบรรยากาศที่ดี ไดแก สรางอารมณขัน ใช
วาจาสุภาพ ชัดถอยชัดคํา น้ําเสียงเปนธรรมชาติ ทาทางเปนมิตร ยิ้มแยมแจมใส ไมพูดเร็วหรือชา
เกินไป พูดถูกตองตามอักขรวิธี ออกเสียงตัว “ร” “ล” ตัวควบกล้ําชัดเจน พูดเนนจังหวะและประเด็น
ที่สําคัญ สบสายตากับผูเขาอบรมอยางมีมิตรไมตรี นอกจากนี้ การใชสื่อตาง ๆ ตองสอดคลองกับ
เนื้อหาสาระและแมนยํา
15

2.3 ขั้นสรุป เปนการสรุปสาระสําคัญของการบรรยาย ในขั้นนี้ผูสอนอาจ


สรุปดวยการซักถามผูเรียนเกี่ยวกับเนื้อสาระที่ไดบรรยายไปแลว โดยใชการตั้งคําถามแลวเวนเวลาไว
ชั่วขณะเพื่อเปดโอกาสใหผูเรียนคิดและตอบคําถาม คําตอบของผูเรียนจะเปนขอมูลยอนกลับและ
เปนการประเมินผูเรียนไดอีกทางหนึ่งดวย
ขั้นที่ 3 ประเมินผล เปนการประเมินผลผูเรียนโดยใชแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังเรียน (Posttest)

ขั้นตอนของการจัดการเรียนรูแบบบรรยาย แสดงใหเห็นในแผนภูมิตอไปนี้

ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมการ ไดแก


กําหนดจุดประสงคการเรียนรู
ศึกษาภูมหิ ลังของผูเรียน
เตรียมเนื้อหาสาระ จัดลําดับเนื้อหาสาระ และกําหนดเคาโครงการบรรยาย
เตรียมสื่อประกอบการบรรยาย
เตรียมการประเมินผล

ขั้นที่ 2 ขั้นบรรยาย ไดแก


ขั้นนําเขาสูบทเรียน แจงจุดประสงค และทดสอบกอนเรียน (Pretest)
ขั้นอธิบาย
ขั้นสรุป

ขั้นที่ 3 ขั้นประเมิน ไดแก


การทดสอบหลังเรียน (Posttest)

แหลงที่มาของขอมูล http://www.kruharn.com/images/1176442829/4%20MAT.pdf
ผูสืบคน คุณครูวิโรจน สายบุญมี
16

3. เทคนิคการสอนโดยใชหมวก 6 ใบ
เทคนิค หมวก 6 ใบ เปนเทคนิคการสอนแบบตั้ง คําถามเปนการสอนเพื่อพัฒนาการคิด
สําหรับนักเรียนทุกระดับชั้น มีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู คือ
1.แบงนักเรียนออกเปน กลุม กลุมละ 6-8 คน
2.แบงกลุมนักเรียนใหคิด ดังนี้
กลุมที่ 1 ตั้งคําถามใหคิด (สีขาว)
กลุมที่ 2 ถามความรูสึก (สีแดง)
กลุมที่ 3 ตรวจสอบหาผลกระทบ (สีดาํ )
กลุมที่ 4 หาขอดี (สีเหลือง)
กลุมที่ 5 หาทางเลือกในการพัฒนา (สีเขียว)
กลุมที่ 6 โครงสรางกระบวนการคิด
3.กลุมสรุปแผนการดําเนินโครงการ
จากการศึกษาเรื่อง หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ ทําใหไดรับความรูและทดลองฝกปฎิบัติวิธีการ
คิดที่หลากหลาย ทําใหทราบวา เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสถานการณใดสถานการณหนึ่ง เราสามารถมี
วิธีการคิด หรือมุมมองในเรื่องเดียวกันนั้น ไดหลายแบบ แลวแตวา คุณคิดโดยใชหมวกสีใด ซึ่งการ
คิดโดยใชหมวกสีตางๆ ลวนมีประโยชนทั้งสิ้น แลวแตความเหมาะสมและการนําไปใชประโยชน ที่นี้
มาดูนะคะวาหมวก 6 ใบนั้นมีสีอะไรบาง และหมายถึงการคิดแบบใด
หมวก 6 ใบ หรือ 6 สี

สีขาว หมายถึง การคิดแบบอิงอยูบนพืน้ ฐานของขอเท็จจริงขอมูล และตัวเลข โดยไมมีอคติ ไม


ลําเอียง
- สวมบทบาทเปนคอมพิวเตอร ใหขอเท็จจริงแบบเปนกลาง และไมมีอคติ ไมตองตีความ ขอแค
ขอเท็จจริงเทานั้น อะไรคือขอเท็จจริงตางๆของเรื่องนี้ เมื่อครูตองการใหเด็กคิดแบบสวมหมวกสีขาวก็
ตั้งคําถามใหคดิ ตัวอยางของคําถาม เชน
1. เรามีขอมูลอะไรบาง
2.เราตองการขอมูลอะไรบาง
3.เราไดขอมูลที่ตองการมาดวยวิธีใด
สีแดง หมายถึง การคิดที่อยูบนพื้นฐานของอารมณและความรูสึก
- สิ่งทีอ่ ยูตรงขามกับขอมูลที่เปนกลาง ลางสังหรณ สัญชาตญาณ ความประทับใจ สิง่ ที่ไม
ตองการขอพิสจู น สิง่ ที่ไมตองเหตุหรือผลหรือหลักฐานมาอางอิง ตัวอยางของคําถาม เชน
1.เรารูสึกอยางไร
17

2. นักเรียนมีความรูสึกอยางไรกับสิ่งที่ทํา
3.นักเรียนมีความรูสึกอยางไรกับความคิดนี้

สีดํา หมายถึง การคิดที่อยูบนพืน้ ฐานของขอควรระวัง และคําเตือน เปนหัวใจของการคิด


- ชี้ใหเห็นถึงจุดออนของเรื่องนัน้ คอยเตือนภัยใหระวังตัว สิ่งนัน้ ไมสอดคลองกับ
ประสบการณในอดีตอยางไร ทําไมสิง่ นัน้ อาจใชการไมได ชี้ใหเห็นปญหาและความยุงยาก การอยูใน
กรอบกฎเกณฑ ดํารงคุณคาและจริยธรรม ตัวอยางของคําถาม เชน
1.อะไรคือจุดออน
2. อะไรคือสิ่งที่ผิดพลาด
3.อะไรคือสิ่งทีย่ ุงยาก

สีเหลือง หมายถึง การคิดทีอ่ ยูบนพื้นฐานของความรูสึกที่ดี เปนมุมมองในแงบวก รวมถึงความหวัง


และการคิดในแงดี เปนการคาดการณในเชิงบวก
- เปนความคิดเชิงบวก สีเหลืองคือสีของแสงแดดและความสวางสดใส การมองโลกในแงดี
การมุงมองที่ผลประโยชน การคิดที่กอใหเกิดผล หรือทําใหสิ่งตางๆ เกิดขึ้นได ตัวอยางของคําถาม
เชน
1.จุดดีคืออะไร
2.ผลดีคืออะไร

สีเขียว หมายถึง การคิดที่อยูบนพื้นฐานของความคิดริเริ่ม และความคิดใหมๆ


- เปนความคิดใหมๆ แนวคิดใหมๆ มุมมองใหมๆ การจงใจสรางความคิดริเริ่มใหมๆขึ้นมา
ทางเลือกใหมๆ และอีกหลายทางเลือกใหมๆ การเปลีย่ นแป ลง และแงมุมใหมในการมองปญหา
ตัวอยางของคําถาม เชน
1.นักเรียนจะนําความคิดนีไ้ ปทําอะไร
2.ถานักเรียนจะทําใหสิ่งนี้...(ดีขึ้น)...จะตองเปลี่ยนแปลงอยางไร

สีฟา หมายถึง การคิดที่อยูบนพืน้ ฐานของการคิดแบบควบคุม การจัดระบบกระบวนการคิด และการ


ใชหมวกอื่นๆ
-เปนการคิดที่เกี่ยวกับการจัดระเบียบการคิด การควบคุมหมวกคิดใบอื่นๆ เปนการมองภาพรวม
ขอสังเกตและสถานการณโดยรวม สรุปและลงมติ ตัวอยางของคําถาม เชน
18

1.อะไรที่ตองการ
2.ขั้นตอนตอไปคืออะไร
3.อะไรที่ทาํ ไปกอนแลว
แนวความคิดแบบหมวกทั้งหกใบ คอนขางเขาไจไดงาย และนําไปใชไดงาย โดยเฉพาะใน
การประชุมที่ตองถกเถียงเรื่องตางๆ กันอยูตลอดเวลา ซึ่งทุกคนในองคกรควรจะเขาใจความหมาย
ของหมวกตางๆ ขางตนโดยใชเปนภาษาที่เขาใจโดยทั่วกัน ในหลายองคกรที่สัญลักษณของหมวก ได
กลายเปนภาษาที่ใชกันในชีวิตประจําวัน ซึ่งใชเปนเครื่องมือที่ชวยการคิดอยางมีประสิทธิภาพ
ตัวอยางแผนการจัดการเรียนรู
รายวิชาคณิตศาสตรพื้นฐาน (ค32101) ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2
เรื่อง ทฤษฎีบทปทาโกรัส จํานวน 1 ชั่วโมง
................................
1. จุดประสงคการเรียนรู
1. นักเรียนสามารถอธิบายเกี่ยวกับความหมายและทีม่ าของทฤษฎีบทปทาโกรัสได
2. นักเรียนสามารถเขียนสมการแสดงความสัมพันธระหวางความยาวของดานทั้งสามของรูป
สามเหลี่ยมมุมฉากได
2. สาระสําคัญ
ทฤษฎีบทปทาโกรัส เปนทฤษฎีที่วาดวยการหาพื้นที่อาศัยความสัมพันธของรูปสามเหลี่ยม
มุมฉากและรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยเมื่อกําหนดรูปสามเหลี่ยมมุมฉากหนึ่งรูปและให c แทนความยาว
ของดานตรงขามมุมฉาก และให a,b แทนความยาวของดานประกอบมุมฉาก จะไดความสัมพันธ
ระหวางความยาวของดานทั้งสามของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก เทากับ c2 = a2 + b2 เมื่อ a , b และ c
เปนจํานวนใด ๆ
3. กิจกรรมการเรียนรู
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
ใชคําถามตามแนวคิดแบบหมวก 6 ใบของเอ็ดเวิรด เดอ โบโน (Edward de Bono)
- (หมวกสี่ขาว , หมวกสีฟา)
ครูสนทนากับนักเรียนกอนการเรียนเรื่องทฤษฎีบทปทาโกรัส โดยการเลาที่มาของทฤษฎีบท
ปทาโกรัส โดยเริ่มตนเลาประวัติของทฤษฎีบทปทาโกรัสและความสามารถของทฤษฎีบทปทาโกรัส
ในเรื่องทางเรขาคณิต จากนั้นครูใหนักเรียนพิจารณารูปสามเหลี่ยมมุมฉาก และตั้งคําถามกระตุน
การคิดของนักเรียน ดังนี้ ……………………
แหลงขอมูล http://www.thaigoodview.com/node/16629?page=0%2C8
ผูสืบคน คุณครูวุฒิพงษ กันหาพันธ
19

4. รูปแบบการสอนแบบไมชี้นํา
แนวคิด
“การสอนแบบไมนําทาง” หรือ Nondirective Teaching เปนงานของ คารล โรเจอร (Carl
R.Roger, 1969) จากประสบการณของโรเจอรในการเปนนักจิตบําบัด (Psycho Therapist) โรเจอร
ไดใชวิธีการใหคําปรึกษาหารือแกผูปวย โดยวิธีคํานึงถึงผูปวยเปนศูนยกลาง (Client-Centered) ดวย
การสรางความสัมพันธอันดีกับผูปวย มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย เชิดชูในคุณคาศักดิ์ศรี
ของบุคคลทุกคน สรางบรรยากาศความเปนกันเอง ความเชื่อมั่นไววางใจ ใหเกิดกับผูมารับคําปรึกษา
จะทําใหผูมาหารูสึกสบายใจ รูสึกเปนอิสระเสรี มีความกลาพอที่จะเปดเผยความรูสึกนึกคิดของตน
ใหนักจิตวิทยาฟง โดยผูฟงจะตองใหความสนใจแสดงการยอมรับเคารพในสิทธิการแสดงความรูสึก
และความคิดเห็นของผูมาปรึกษา ฟงดวยความสนใจ ดวยใจเปนกลาง ดวยการถามทบทวนใน
บางครั้ง เพื่อใหผูปวยเขาใจปญหาและความรูสึกของตนเองอยางกระจางชัด และเพื่อใหผูปวยมี
ความกลาพอที่จะเผชิญกับปญหาและไดขบคิดปญหาของตนเอง นักจิตวิทยาทําหนาที่เปนคนกลาง
คอยสงเสริมใหกําลังใจ กระตุนใหผูปวยเปดเผยตนเองขบคิดปญหา และทําหนาที่เปนผูใหขอมูล
ขอเท็จจริงในบางครั้ง หรือแนะนําแหลงขอมูลใหโดยไมทําหนาที่ตัดสินใจใหผูปวย โรเจอรไดสรุป
แนวคิดไววา “ถาการบําบัดความสามารถใชความสามารถของผูรับบริการคือผูปวย (Client) ในการ
แกปญหาของตนเอง และถาผูใดการบําบัดมุงที่จะใชความสามารถนี้ ทําไมถึงไมใชคุณสมมุติฐานอัน
นี้ และนําวิธีสอนแบบนี้ไปใช ? ถาการสรางบรรยากาศของการยอมรับ การเขาใจและการเคารพนับ
ถือเปนวิธีที่ดีที่สุด ในการสงเสริมการเรียนรูในการบําบัด (Thera – py) ถาเชนนี้จะนํามาเปน
มาตรการในการเรียนรูในการศึกษาไดหรือไม ถาการบําบัดปรากฏผลออกมาวา นอกจากจะทําใหตน
รูจักตนเองดีแลว ยังสามารถชวยตัวเองในสภาพการอยางใหม ๆ ไดอยางดีอีกดวย ก็พอจะหวังผล
คลายกันนี้ในวงการศึกษาไดหรือไม” นอกจากนี้ โรเจอรใหทัศนตอไปอีกวา “สําหรับสังคมที่ไมมีการ
เปลี่ยนแปลง เชนในสังคมในอดีตนั้น การสอนเนื้อหาวิชาความรูและทักษะใหผูเรียนอาจจะ
เหมาะสมกับสังคมในขณะนั้น แตสังคมในสมัยใหม มนุษยกําลังอยูในสภาพแวดลอมที่เปลี่ยนแปลง
อยางรวดเร็ว เปาหมายของการเรียนการสอน ควรเปนการอํานวยความสะดวกเพื่อการเรียนรู
(facilitator of learning) ครูมีหนาที่เปนผูอํานวยการความสะดวกในการเรียนรู (facilitator) ครูควรมี
คุณสมบัติดานใหความจริงใจแกผูเรียน เคารพใหเกียรติและการเห็นคุณคาของผูเรียน และเปนผูที่
เอาใจเขามาใสใจเรา รวมถึงเปนผูมีความละเอียดออนในการเขาถึงอารมณของผูเรียน

เปาหมาย
เปาหมายที่สําคัญของการใหการศึกษาไมวาจะเปนการใหการศึกษาแกเด็กหรือผูใหญ ก็คือ
การที่ผูเรียนเสาะแสวงขวนขวายที่จะศึกษาดวยตนเอง โดยไมตองมีผูใดบังคับ เปนการเรียนที่เกิด
20

จากใจชอบใจรักซึ่งเกิดจากแรงจูงใจภายใน การเรียนรูในลักษณะนี้เรียกวา เปนการเรียนรูจากการ


นําตนเอง (Self directed learning) ซึ่งเปนการเรียนรูที่นักการศึกษาพึงประสงคใหเกิดกับผูเรียนมาก
ที่สุด โรเจอรเรียกแนวการสอนขางตนวา Student centered ครูหรือผูอํานวยความสะดวกจะตอง
รับผิดชอบในฐานะ เปนสมาชิกของกลุมและเปนผูนําการเรียน จะตองเปนผูสรางบรรยากาศของการ
มีสวนรวมในกลุม เปนผูรักษาบรรยากาศของการยามรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น เปนผูชวยแนะ
แหลงวิทยาการ ที่จะหาความรูเพิ่มเติมตามที่กลุมตองการ และเห็นวาเปนประโยชน เปนผูมีความ
ยืดหยุน และสามารถทําไดหลายบทบาท เชน เปนผูตีความหมาย เปนผูชี้ขาด หรือเปนเพียงสมาชิก
ธรรมดาคนหนึ่งในกลุมผูเรียนการเรียนการสอนที่ใหผูเรียนเปนศูนยกลาง (Student centered
approach) อาศัยแนวคิดการรักษาผูปวยเปนศูนยกลางการบําบัด (Client-centered Therapy) โดย
โรเจอรไดตั้งสมมติฐานดังนี้
1. ผูสอนจะไมสอนผูเรียนโดยตรงแตจะชวยอํานวยให (facilitate) ผูเรียนไดเรียนรู ทั้งนี้
เพราะวาบุคคลทุกคนจะอยูในโลกแหงประสบการณของตน สิ่งที่มีชีวิตนั้นจะมีปฏิสัมพันธตอสนาม
(field) แหงปรากฏการณตาง ๆ ตามที่เขาแตละคนประสบและรับรู
2. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีในสิ่งที่ผูเรียนเห็นวาสิ่งนั้น ๆ เกี่ยวของกับการดํารงรักษาหรือเพิ่มพูน
ลักษณะของผูเรียนชวยสงเสริมหรือชวยใหเขาสามารถรักษาโครงสรางภายในของตนเองได
3. ผูเรียนจะปฏิเสธประสบการณที่เขาคิดวาเปนประสบการณที่จะตองใหเขาเปลี่ยนแปลง
โครงสรางภายในของตนเอง (Organization of self)
4. ถาหากผูเรียนอยูในสิ่งแวดลอมหรือสถานการณที่เขาคิดวาเครงเครียดภายใตการบังคับ
ควบคุมผูเรียนจะยิ่งยืนหยัด ไมยอมยืดหยุนปรับตัวเองใหเขากับสภาพแวดลอมที่ปลอดภัย ไมมีสิ่งใด
มาทําใหเขาตึงเครียด เขาจะปรับตัวเองใหเขากับประสบการณได
5. สภาวะทางการศึกษาที่จะมีประสิทธิภาพที่สุดในการสงเสริมใหเกิดการเรียนรูจะตองเปน
สภาวะที่ไมขมขูผูเรียนและเปนภาวะที่ผูเรียน สามารถจําแนกวิเคราะหองคประกอบของสถานการณ
ที่เขาประสบและรับรูอยู
แนวการสอน
การสอนแบบ Student Centered บางครั้งอาจใชในรูปของคําวา The Learner at the
Center หลักสําคัญของการสอนวิธนี ี้ ผูสอนควรมีบทบาทดังนี้
1. จะตองเปนผูสรางบรรยากาศที่ดีในชั้นเรียน
2. คอยชวยทําใหเกิดความกระจางชัดในเปาหมายของแตละคนและของกลุม
3. ตองใชความตองการ และความสนใจของผูเรียนแตละคน เปนแรงจูงใจในการเรียนการสอน
4. ตองพยายามจัดหาแหลงทรัพยากรในการเรียนรู (Resources for learning) ใหเปดกวางมากทีส่ ุด
5. ตองคํานึงวาตนเองเปนแหลงทรัพยากรในการเรียนรูทยี่ ืดหยุน ไดสําหรับกลุมผูเรียน
21

6. ในการปฏิสัมพันธกับผูเรียน ผูสอนจะตองจําแนกไดวาสิ่งใดเปนเนื้อหาวิชาการและสิ่งใดเปน
อารมณหรือความรูสึกของผูเรียน และควรพยายามที่ใหความสําคัญแกทั้งสองสิ่งนี้ในทางที่เหมาะสม
ตอความรูสึกของผูเรียนและกลุมผูเรียน
7. ในหองเรียนที่มีความเปนกันเอง ผูสอนสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองเปนสมาชิกคนหนึง่
ของกลุม และแสดงความคิดเห็นไดในฐานะผูเรียนคนหนึ่งเทานัน้
8. ผูสอนควรริเริ่มแสดงความรูสึก ความนึกคิดของตัวเองกับสมาชิกของกลุมในลักษณะที่เปนการ
แสดงออกระหวางบุคคล ที่มีความใกลชิดกัน ซึ่งแตละฝายจะรับฟงหรือไมรับฟงก็ได
9. ตลอดเวลาที่มีปฏิสัมพันธกัน ผูสอนจะตองมีความไวตอการแสดงออกดวยอารมณที่ลึกซึ้งและ
รุนแรงระหวางสมาชิกของกลุม
10. ทําหนาที่เปนผูอํานวยความสะดวก และตองยอมรับวาตนเองมีขอ จํากัดบางประการในการเปนผู
อํานวยความสะดวก
รูปแบบการสอน
รูปแบบการสอน (Model of Teaching) โดยใชผูเรียนเปนศูนยกลางที่เรียกวา Nondirective
Teaching เปนรูปแบบรายบุคคล (Personal Model) ซึ่งมีความสําคัญอยูที่
- ครูและผูเรียนตองมีสวนรวมรับผิดชอบในการเรียนการสอน การเรียนการสอนไมสามารถ
จะกําหนดใหเปนรูปแบบตายตัวได มีเพียงสวนนอยที่ควบคุมได แตสวนใหญแลว เหตุการณและ
กิจกรรมจะแปรผันไปตามสภาพการณในแตละครั้งแลว แตวาผูเรียนหรือกลุมจะนําไปนั่นคือ
- กิจกรรมการเรียนการสอนไมสามารถกําหนดไวกอนลวงหนาใหแนชัดลงไปได แตกตางจาก
วิธีสอนสวนใหญที่กิจกรรมไดถูกกําหนดไวแนชัด และมีลําดับ ขั้นตอน ที่เปนเชนนี้เปนผลมาจากการ
นําเสนอ และการวิเคราะหเรื่องราวที่เรียกนั้นใหความสําคัญกับผูเรียนในรูปแบบการสอนที่เนน
ผูเรียนเปนศูนยกลาง บทบาทของครูจะตองลดนอยลง ลําดับขั้นของกิจกรรมที่กําหนดไวก็ลดลง
บทบาทของมีขอจํากัดบางประการในการเปนผูอํานวยความสะดวก ควรเนนหนักที่เปนผูแนะนํา
เทาที่ผูเรียนมีความตองการ และไมอาจที่จะกําหนดใหหรือคาดไวลวงหนาได
ดังนั้น เพื่อใหรูปแบบการเรียนการสอนบรรลุผล ผูสอนจะตองเรียนรูและเพิ่มประสบการณที่
มี ค วามไวในการรั บ รู จ ากบุ ค คลอื่ น ซึ่ง สิ่ง เหล า นี้ เ ปน ทัก ษะที่ จ ะต อ งฝ ก ฝนเพิ่ ม เติ ม รวมทั้ ง
ประสบการณในรูปแบบการสอนอยางเดียวกันนี้ ที่ผานมาในอดีต
ขั้นตอนของกิจกรรมการเรียนการสอน
โรเจอรกลาววาแมวากิจกรรมการเรียนการสอนจะมีความหลากหลายจน ไมสามารถจะกําหนดไว
ลวงหนาได แตก็สามารถแบงลําดับขั้นของกิจกรรมได เปน 5 ขั้นตอน ดังตอไปนี้ (Bruce Joyce, and
Marsha Weil, 1986 : 151)
22

ขั้นแรก กําหนดสถานการณที่เปนปญหาครูจะชวยตั้งขอสังเกตจากความคิดเห็น หรือ


ความรูสึกที่ผูเรียนแสดงออกมาอยางอิสระ เพื่อชวยใหผูเรียนมองเห็นปญหาที่แจมชัด
ขั้นที่สอง ครูจะตองกระตุนใหผูเรียนแสดงความรูสึกตอเรื่องนั้น ๆ ทั้งทางบวกและทางลบ
เพื่อกําหนดและสํารวจขอปญหา
ขั้นที่สาม ครูพยายามชวยใหผูเรียนเกิด insight ในปญหานั้นทีละนอย ๆ เชน รับรู
ความหมายใหม มองเห็นความสัมพันธเชิงเหตุผล เขาใจความหมายของพฤติกรรมที่ผานมา ฯลฯ
ขั้นที่สี่ ครูกระตุนใหผูเรียนมองเห็นแนวทางในการแกปญหา ผูเรียนจะชวยกันวางแผนและ
ตัดสินใจเลือกทางเลือก ในการแกปญหาโดยมีครูเปนผูใหความกระจางชัดในแตละทางเลือก
ขั้นที่หา ผูเรียนนําเสนอการกระทําดวยวิธีการหลาย ๆ อยาง
การนําไปใช
Nondirective Teaching Model สามารถนําไปใชไดกับปญหาระดับตาง ๆ ทั้งระดับบุคคล
สังคม และวิชาการ ในระดับสวนบุคคลนั้น ผูเรียนจะสํารวจความรูสึกเกี่ยวกับตนเอง ในปญหาสังคม
ผูเรียนจะสํารวจความรูสึกที่มีความสัมพันธกับคนอื่น ๆ และความสัมพันธระหวางความรูสึกที่มีตอ
ตนเองกับความรูสึกที่มีตอคนอื่นในปญหาดานวิชาการ ผูเรียนจะสํารวจความรูสึกของตนเอง
เกี่ยวกับความสามารถและความสนใจ ทั้งสามกรณีดังกลาวนี้ เนื้อหามักจะเปนเรื่องสวนตัวมากกวา
เรื่องอื่น ๆ ปกติจุดเนนจะอยูที่ความรูสึกของแตละบุคคล ประสบการณ การหยั่งเห็น และวิธีการ
แกปญหาการใชวิธีสอนนี้อยางมีประสิทธิภาพ ครูจะตองยอมรับวานักเรียนสามารถที่จะเขาใจและ
สามารถแกปญหาของตนเองได ครูจะตองเชื่อวาผูเรียนมีศักยภาพในตัวเอง และครูจะตองเชื่อวา
ผูเรียนมีศักยภาพในตัวเอง และครูจะตองแสดงออกทางคําพูดดวย ครูจะตองไมตัดสินใหผูเรียนวา
อะไรดีอะไรเลว ครูจะตองไมวิเคราะหปญหาเฉพาะในสายตาของครูเทานั้น ครูจะตองพยายามมอง
โลกของผูเรียนในสายตาของผูเรียนที่ผูเรียนจะมองดวยวิธีการตาง ๆ นี้ อาจกลาวไดวาครูจะตอง
ปรับตัวเองใหรับคนอื่น (ผูเรียน) ไดในบทบาทของครูที่จะเปนตัวแทน (alter-ege) ของผูเรียนครู
จะตองพัฒนา frame of reference ซึ่งยากที่จะทํา แตเปนสิ่งที่จําเปนตองทํา หากครูมีความตองการ
ที่จะเขาใจผูเรียนเชนเดี่ยวกับที่ผูเรียนเขาใจ ในการยอมรับจําเปนตองสราง frame of reference คือ
ความสามารถที่มองอยางที่ผูเรียนมองในสถาบันการศึกษาที่มีลักษณะ Open-Classrooms จะ
พบวาไดนําหลักการ Non-directive ไปใช ซึ่งมีลักษณะตาง ๆ ดังนี้
จุดประสงคของ Open-Classrooms พัฒนาความรูสกึ และความเจริญ self- concept ของผูเรียน
และความตองการการเรียนรูข องผูเรียน วิธีการสอน เปนวิธีการที่ยืดหยุน ในการเรียน เทคนิคสวน
ใหญที่จะใชคอื กลุมทํางาน (Group work) เนนความคิดสรางสรรคความรูเกีย่ วกับตนเอง
(Self-knowledge) บทบาทของครู ครูมีบทบาทเปนผูอาํ นวยความสะดวก เปนวิทยากร เปนผูชี้แนะ
เปนทีป่ รึกษา
23

เนื้อหาและวิธสี อน ผูเรียนจะเปนผูตัดสินใจวา อะไรบางที่มีความสําคัญที่จะตองเรียน (คืออะไรบางที่


จะเรียน) ผูเรียนสามารถตั้งจุดประสงคในการเรียนของตนเองตลอดจนวิธีการที่จะเรียนดวย
การประเมินผล ผูเรียนเปนผูป ระเมินการเรียนดวยตนเอง มากกวาที่ครูเปนผูประเมินผล
ความกาวหนาวัดในลักษณะที่เปนเชิงคุณภาพมากกวาเชิงปริมาณ องคประกอบทางสังคม (Social
System)โมเดลนี้มีโครงสรางภายนอกนอยมาก ครูเปนผูอํานวยความสะดวก ผูเรียนเปนผูนาํ เสมอ
การอภิปรายเนนเรื่องปญหาเปนศูนยกลาง (Problem-centered) เนนปญหาไมมกี ารใหรางวัลหรือ
การลงโทษ (เพราะไมมกี ารตัดสินวาดีไมดี ผิดไมผิด) รางวัลที่ไดรับเกิดขึ้นในตนเอง (intrinsic) ไมใช
คนอื่นมาบอก (ให)
หลักปฏิบัติ (Principles of Reaction)
ครูเปนผูเขาไปหาผูเรียน เห็นอกเห็นใจและชวยใหผูเรียนนิยามปญหากระตุนใหผูเรียน
(ทําเอง) ลงมือปฏิบัติเพื่อใหไดวิธีแกปญหานั้นองคประกอบสนับสนุน (Principles of Reaction)
ครูตองการที่จะมีสถานที่เงียบ และเปนการสวนตัว เพื่อพูดคุยกับผูเรียนไดตัวตอตัว และตองการ
แหลงวิทยาการ (resource center) สําหรับการพูดคุยประชุมเชิงวิชการ
บทสรุป
ขั้นตอนของ Nondirective Teaceing Model ประกอบดวย 5 ขั้นตอน ดังนี้
(Joyce and Wiel, 1986)นิยามสถานการณ ที่เปนประโยชน (Defining the Helping Situation) ครู
กระตุนใหผูเรียนแสดงความรูสึกออกอยางอิสระสํารวจปญหา (Exploring the Problem) ผูเรียน
รวมกันนิยามปญหา ครู กระตุนใหผูเรียนนิยามปญหา และชวยใหมองเห็นปญหาที่แจมชัดการทํา
ความเขาใจปญหาใหกระจาง (Developing Insight) ผูเรียนอภิปราย เกี่ยวกับปญหานั้น ๆ ครู
สนับสนุนผูเรียนในการอภิปรายเกี่ยวกับปญหานั้น ๆ
การวางแผนและการตัดสินใจ (Planning and Decision Making)
ผูเรียนวางแผนการตัดสินใจเบื้องตน ครูชี้แนะแนวทางการแกปญหา – การตัดสินใจใน
ทางเลือกที่เปนไปได
บูรณาการ (Integration)
ผูเรียนมาแนวคิดที่กวางขึ้น และพัฒนาแนวทางแกปญหาที่มีความเปนไปไดมากขึ้น ครู
สนับสนุนแนวทางการแกปญหาของผูเรียน.

แหลงขอมูล http://cddweb.cdd.go.th/tr_di/documentary/tr_dihrddoc004.html
ผูสืบคน คุณครูอุบลรัตน โพธิพ์ รม
24

5. เรื่อง กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ เอส.ที.เอ.ดี. ( STAD )


“ STAD ” คือ “Student Teams Achievement Division” กระบวนการดําเนินการมีดังนี้
1 จัดผูเรียนเขากลุมคละความสามารถ ( เกง - กลาง - ออน ) กลุมละ 4 คนและเรียกกลุมนี้
วากลุมบานของเรา (Home Group)
2 สมาชิกในกลุมบานของเรา ไดรับเนื้อหาสาระและศึกษาเนื้อหาสาระนั้นรวมกัน เนื้อหา
สาระนั้นอาจะมีหลายตอนซึ่งผูเรียนอาจตองทําแบบทดสอบในแตละตอนและเก็บคะแนนของตนไว
3 ผูเรียนทุกคนทําแบบทดสอบครั้งสุดทาย ซึ่งเปนการทดสอบรวบยอดและนําคะแนนของ
ตนไปหาคะแนนพัฒนาการ (Improvement Score) ซึ่งหาไดดังนี้
คะแนนพื้นฐาน : ไดจากคาเฉลี่ยของคะแนนทดสอบยอยหลาย ๆ ครั้งที่ผูเรียน แตละคนทําได
คะแนนพัฒนาการ : ถาคะแนนที่ไดคือ
- 11 ขึ้นไป คะแนนพัฒนาการ = 0
- 1 ถึง -10 คะแนนพัฒนาการ = 10
+1 ถึง +10 คะแนนพัฒนาการ = 20
+11 ขึ้นไป คะแนนพัฒนาการ = 30
4 สมาชิกในกลุมบานของเรานําคะแนนพัฒนาการของแตละคนในกลุมมารวมกัน เปน
คะแนนของกลุม กลุมใดไดคะแนนพัฒนาการของกลุมสูงสุด กลุมนั้นไดรางวัล

แหลงขอมูล:http://www.vicha.kroophra.net/index.php?option=comcontent&task=view&id=6
2
ผูสืบคน คุณครูวรรณวิไล รัตนสุทธิกุล

6. วิธีการสอนแบบคนพบโดยใชทักษะ 7 ส
วิธีการสอนคณิตศาสตรดวยวิธีการสอนแบบคนพบโดยใชทักษะ 7 ส เปนการนําทฤษฎี
การสอนของเจอรรูม บรูเนอร (Jerome Bluner) ผูสนับสนุนวิธีการสอนแบบคนพบ และทฤษฎีการ
เรียนรูโดยการกระทําของจอหน ดิวอี้ (John Dewey)โดยนําวิธีการจัดการเรียนรู 2 แบบมา
ประยุกตใหเปนวิธีการสอนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการการเรียนรูที่เนนใหผูเรียนแสวงหาความ
คําตอบ และการสรางองคความรูดวยตนเอง และสามารถนําทักษะกระบวนการไปปรับใชในการ
ดําเนินชีวิตประจําวันได ซึ่งวิธีการจัดการเรียนรูที่มาจากแนวคิดดังกลาวประกอบดวย
1. วิธีสอนแบบคนพบ (Discovery Method)
2. กระบวนการเรียนรูแบบคนพบ (Discovery Learning Process : DLP) โดยใชทกั ษะ 7 ส
25

ความหมาย
วิธีการสอนแบบคนพบโดยใชทักษะ 7 ส คือ กระบวนการสอนที่ครูใชในการชวยให
ผู เ รี ย นเกิ ด การเรี ย นรู ต ามวั ต ถุ ป ระสงค ที่ กํ า หนด โดยการนํ า ตั ว อย า ง ข อ มู ล ความคิ ด
เหตุการณ สถานการณ ปญหา หรือ ความคิดรวบยอด ขอสรุป กฎเกณฑ มาใหผูเรียนใช
ทักษะสงสัย สังเกต สัมผัส สํารวจ สืบคน สั่งสม และสรุปผล ในการคนควาหาขอสรุป หรือหา
หลักการ แนวคิด ดวยตนเอง
วัตถุประสงค
วิธีการสอนแบบคนพบโดยใชทักษะ 7 ส เปนวิธีการสอนที่มุงเนนใหผูเรียนฝกใชทักษะ
สงสัย สังเกต สัมผัส สํารวจ สืบคน สั่งสม และสรุปผล เปนกระบวนการในการคิดหาคําตอบ
หาขอสรุป ไดดวยตนเอง
รูปแบบวิธีการสอนแบบคนพบโดยใชทักษะ 7 ส

1. ขั้นนํา

สงสัย สังเกต

2. ขั้นสอน

สัมผัส สํารวจ สืบคน

3. ขั้นฝกทักษะ

สั่งสม

4. ขั้นสรุป

สรุปผล
26

ขั้นตอนการสอน
1. ขั้นนํา
ทักษะสงสัย
ทักษะสังเกต
2. ขั้นสอน
ทักษะสัมผัส
ทักษะสํารวจ
ทักษะสืบคน
3. ขั้นฝกทักษะ
ทักษะสั่งสม
4. ขั้นสรุปผล
ทักษะสรุปผล
รายละเอียดของขั้นตอนการสอน
1. ขั้นนํา
สงสัย ( การนําเขาสูบทเรียน ครูสรางสถานการณหรือคําถามใหผูเรียนเกิดความสงสัยในเรื่องทีจะ
เรียน )
สังเกต ( ฝกใหผูเรียนมองหารายละเอียดของเรื่องทีเ่ กิดความสงสัย )
2. ขั้นสอน
สัมผัส ( ฝกใหผูเรียนใชประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการเรียนรู )
สํารวจ ( ฝกใหผูเรียนมองหาความสัมพันธ ความเชื่อมโยง ความเกี่ยวของของเรื่องทีจ่ ะเรียน )
สืบคน ( ใหผูเรียนลงมือปฏิบัติเพื่อใหเกิดองคความรู หลักการ แนวคิด )
3. ขั้นฝกทักษะ
สั่งสม ( ใหผูเรียนพัฒนาตนเองสูความชํานาญโดยการนําแนวคิดมาใชในสถานการณที่
หลากหลาย )
4. ขั้นสรุป
สรุปผล ( ใหผเู รียนรวบรวมแนวคิดมาสรุปเปนองคความรูดวยตนเอง )
การวัดผลและประเมินผล
การวัดผลและประเมินผลการจัดการเรียนรูด วยวิธกี ารสอนแบบคนพบโดยใชทักษะ 7 ส
แบงการวัดผลและประเมินผลเปน 2 สวน ดังนี้
1. การวัดและประเมินผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
27

2. การวัดและประเมินผลทักษะ/กระบวนการและคุณลักษณะอันพึงประสงคทาง
คณิตศาสตร
วิธีการวัด
1. ตรวจผลงาน เชน แบบฝก ใบงาน แบบทดสอบ
2. สังเกตความสามารถดานทักษะ/กระบวนการและคุณลักษณะอันพึงประสงค
ในขณะปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู
เครื่องมือวัด
1. แบบฝก ใบงาน แบบทดสอบ
2. แบบวัดความสามารถดานทักษะ/กระบวนการและคุณลักษณะอันพึงประสงค
เกณฑการประเมิน
1. การประเมินแบบทดสอบ แบบฝก ใบงาน ใบกิจกรรม
1.1 ทําแบบทดสอบหรือแบบฝกไดถูกตอง (คะแนนรายขออยูในดุลยพินิจของ
ครู)
1.2 ใบงานหรือใบกิจกรรม (เกณฑการประเมินตามความเหมาะสมกับ
ลักษณะของงาน และอยูในดุลยพินิจของครู)
2. การวัดความสามารถดานทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรและคุณลักษณะอันพึง
ประสงค ใหสังเกตจากพฤติกรรมที่ผูเรียนแสดงออก
แหลงที่มา www.ns.mahidol.ac.th/english/KM/CIPPA1.htm
ผูสืบคน คุณครูชลธิชา ทับทวี

7. วิธีสอนแบบแกปญหา
ผูเรียนมองเห็นปญหา และกําหนดขอบเขตของปญหา ผูสอนอาจใชวิธีเลาเรื่อง สราง
สถานการณจําลอง อภิปราย ศึกษากรณีเฉพาะราย
ขั้นตอนการสอน
1. ขั้นเตรียม
1.1 ผูสอนศึกษาแผนการสอน เนื้อหา และจุดประสงคการสอนอยางละเอียด
1.2 ผูสอนวางแผนกําหนดกิจกรรมที่จะใหผูเรียนปฏิบัติเปนขั้นตอนตามลําดับ
2. ขั้นดําเนินการสอน
2.1 ขั้นกําหนดขอบเขตของปญหา เปนขั้นที่ใหผูเรียนมองเห็นปญหา และกําหนด
ขอบเขตของปญหา ผูสอนอาจใชวิธีเลาเรื่อง สรางสถานการณจําลอง อภิปราย ศึกษากรณี
28

เฉพาะราย ฯลฯ เพื่อใหผูเรียนไดเห็นปญหานั้น ถามีหลายปญหา อาจแยกเปนขอๆ ได ดังนั้น


บทบาทของผูสอนในขั้นนี้คือ
- นําทางใหผเู รียนเห็นปญหา
- จัดสิ่งแวดลอมใหผเู รียนเขาใจปญหา
- ชวยตั้งจุดมุงหมายในการแกปญ  หาใหทุกคนเขาใจไดตรงกัน
2.2 ขั้นตั้งสมมุติฐาน เปนขั้นวางแนวทางที่จะหาคําตอบของปญหา โดยใหผูเรียนตั้ง
สมมุติฐานวา ปญหานั้นนาจะมีสาเหตุมาจากอะไร หรือวิธีการแกปญหานั้นนาจะแกไขไดโดยวิธี
ใดบาง บทบาทของผูสอนในขั้นนี้คือ
- ชวยผูเรียนวางแผนจะแกปญหาไดโดยวิธีใดบาง
- แบงผูเรียนเปนกลุม รับผิดชอบงานตามความสามารถและความสนใจ
2.3 ขั้นรวบรวมขอมูล เปนขัน้ ที่ผูเรียนศึกษาความรูจากแหลงตางๆ เพือ่ เปนขอมูลใชใน
การแกปญหา โดยอาจคนควาจากตํารา เอกสารตางๆ จากการสัมภาษณ ซักถามผูเชีย่ วชาญ ฯลฯ
แลวจดบันทึกขอมูลไว บทบาทของผูสอนในขั้นนี้คือ
- แนะนําแหลงความรูเพื่อคนควาหาขอมูล
- ติดตอบุคคลที่เปนผูเชี่ยวชาญลวงหนาเพื่อใหสมั ภาษณแกผูเรียน
2.4 ขั้นทดลองและวิเคราะหขอมูล เปนขั้นที่ผูเรียนนําขอมูลมาพิจารณาโดยเริ่มจาก
การทดลองปฏิบัติดู และนําผลจากการทดลองมาวิเคราะหวาวิธีใดใชไดผลในการแกปญหา อาจ
ใชไดหลายวิธีแตกตางกันไป บทบาทของผูสอนในขั้นนี้คือ
- สังเกตการทดลองหรือวิธีการแกปญหาของผูเรียน และใหคําแนะนําเมื่อจําเปน
- อํานวยความสะดวกดานวัสดุอุปกรณ และสิ่งจําเปนตางๆ ที่ผูเรียนตองการใช
ในการทดลองและการวิเคราะหขอมูล
2.5 ขั้นประเมินและสรุปผล เปนขึ้นสุดทายของลําดับขั้นสอน เมื่อผูเรียนไดทําการ
ทดลองและวิเคราะหขอมูลที่ไดแลว ผูเรียนยอมสามารถประเมินผลวิธีการแกปญหาและสรุปไดวา
วิธีการใดไดผลดีที่สุดในการแกปญหานั้น บทบาทของผูสอนในขั้นนี้คือ
- ใหผูเรียนแตละกลุมรายงานวิธกี ารแกปญ  หาตั้งแตขั้นที่ 1 จนถึงขั้นที่ 5
- ผูสอนอภิปรายซักถามผูเ รียน ชวยเสริมและสรุปประเด็นวาสําคัญของการเรียนการสอนครั้งนี้
3. ขั้นประเมินผล
ผูสอนประเมินผลการทํางานของผูเรียน แลวแจงใหผูเรียนทราบขอดีและขอบกพรองเพื่อ
ปรับปรุงแกไขตอไป
ที่มา http://www.vicha.kroophra.net/index.php?option=com_content&task=view&id=62
ผูสืบคน คุณครูมาเลียม พินิจรอบ
29

8. วิธีสอนแบบสาธิต
เป น วิ ธี ส อนที่ ค รู แ สดงให นั ก เรี ย นดู แ ละให ค วามรู แ ก นัก เรี ย นโดยใช สื่ อ การเรี ย นรู ที่ เ ป น
รูปธรรม และผูเรียนไดประสบการณตรง การสอนแบบสาธิตแบงออกเปนประเภทตางๆ ๆดแก
ผูสอนเปนผูสาธิต ผูสอนและผูเรียนรวมกันสาธิต ผูเรียนสาธิตเปนกลุม ผูเรียนสาธิตเปนรายบุคคล
วิทยากรเปนผูสาธิต และการสาธิตแบบเงี่ยบโดยใหนักเรียนสังเกตเอง
ขั้นตอนของการสอนแบบสาธิต
1. ขั้นเตรียมการสอน
1.1 กําหนดจุดประสงคการเรียนรูโดยวิธีการสาธิต
1.2 ศึกษาเนื้อหาสาระใหชัดเจน และจัดลําดับใหเหมาะสม
1.3 เตรียมกิจกรรมใหผูเรียนปฏิบัติ
1.4 เตรียมสื่อ อุปกรณ เอกสารใหเพียงพอกับผูเ รียน
1.5 กําหนดเวลาการสาธิตใหพอเหมาะ
1.6 กําหนดวิธีการประเมินผล
1.7 เตรียมสภาพหองเรียน
1.8 ทดลองสาธิตกอนสอนจริงในหองเรียน
2. ขั้นสาธิต
2.1 แจงจุดประสงคการเรียนรู เนื้อหาสาระที่จะเรียนรู
2.2 บอกใหนกั เรียนรูบทบาทของตนเอง ไดแก การทดลองปฏิบัติ การจดบันทึก
การสรุป
2.3 แนะนําสื่อการเรียนรู
2.4 ดําเนินการสาธิต
3. ขั้นสรุป
3.1 ผูสอนและผูเรียนรวมกันสรุปผลทีเ่ กิดจากการสาธิต
3.2 บันทึกขั้นตอนการสาธิตพรอมทั้งผลที่เกิดขึ้น
4. ขั้นวัดและประเมินผล
4.1 ผูเรียนทดลองสาธิตใหผูอื่นดูพรอมทั้งบอกผลและขอคิดที่ได
4.2 ใหเขียนรายงาน ตอบคําถามจากแบบฝกหัด และแสดงความคิดเห็น
ขอดีของการสอนแบบสาธิต
1. นักเรียนไดประสบการณตรง
2. สรางความสนใจ และความกระตือรือรน
30

3. ฝกการสังเกต การสรุปผล การบันทึก และการจัดขั้นตอน


ขอจํากัดของการสอนแบบสาธิต
1. การสาธิตบางครั้งไมสามารถใชกบั ผูเรียนกลุม ใหญ
2. ผูสอนตองแนะนําขัน้ ตอน อุปกรณ ที่ใชในการสาธิตอยางชัดเจน
3. ผูสอนตองทดลองการสาธิตกอนสอนใหแมนยําเพื่อลดขอผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

แหลงขอมูล
http://www.vicha.kroophra.net/index.php?option=com_content&task=view&id=62
ผูสืบคน คุณครูชัยยากรณ กอบกํา

9. วิธีสอนแบบเอ็กซพลิซิท (Explicit Teaching Method)


วิธีสอนแบบเอ็กซพลิซทิ เปนกระบวนการสอนที่เนนการทบทวนประจําวัน ประจําสัปดาห
และประจําเดือน มีการตรวจสอบการบาน และมีขนั้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตาม
จุดประสงคการเรียนรูสั้นๆ เขาใจงายไดคําตอบที่ถูกตองรวดเร็วและแนนอน
ขั้นตอนของวิธสี อนแบบเอ็กซพลิซิท
ขั้นตอนที่ 1 ทบทวนประจําวันและตรวจสอบการบาน มีขั้นตอนดังนี้
1.1 ตรวจการบาน (ครูอาจใหนักเรียนชวยกันตรวจการบาน)
1.2 สอนใหมเมื่อจําเปนในเนื้อหาที่สาํ คัญๆ
1.3 ทบทวนความรูเดิมที่เกี่ยวของกับความรูใหมและครูอาจซักถามเพิ่มเติม
1.4 ฝกปฏิบตั ิ
ขั้นตอนที่ 2 การนําเสนอสาระความรู มีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู ดังนี้
2.1 แจงจุดประสงคการเรียนรูสั้นๆแตเขาใจงาย
2.2 เสนอโครงสรางและภาพรวมของสาระความรู
2.3 เริ่มสอนเนื้อหาทีละนอยทีละขัน้
2.4 ซักถามนักเรียนเพื่อเปนการตรวจสอบความเขาใจ
2.5 เนนประเด็นที่สาํ คัญใหนักเรียนทราบ
2.6 อธิบายใหตัวอยาง อยางชัดเจน
2.7 สาธิตและทําแบบใหดู
2.8 อธิบายรายละเอียดและยกตัวอยางประกอบประเด็นเนื้อหาที่สาํ คัญๆ
ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติโดยครูคอยแนะนํา มีขนั้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรูดงั นี้
3.1 การฝกนักเรียนในระยะแรกครูควรคอยชวยเหลือแนะนําโดยตลอด
31

3.2 ซักถามนักเรียนบอยๆถามคําถามใหมากเพื่อใหนักเรียนตอบและใหฝกอยางเพียงพอ
3.3 คําถามที่ถามควรเกี่ยวของกับเนื้อหาใหมหรือทักษะใหม
3.4 ครูตรวจสอบความเขาใจโดยประเมินจากคําตอบของนักเรียน
3.5 ระหวางตรวจสอบความเขาใจ ครูจะใหคําอธิบายเพิ่มเติม ใหขอมูลยอนกลับหรืออธิบายซ้ํา (ถา
จําเปน) และใหนักเรียนมีการตอบสนองและใหขอมูลยอนกลับ ครูควรแนใจวานักเรียนคนมีสวน
รวมในการเรียนรู
1.6 การใหฝกปฏิบัติในระยะแรก ครูควรคอยแนะนําจนนักเรียนสามารถปฏิบัติเองโดยลําพัง
ภายหลัง
1.7 การฝกปฏิบัติควรทําอยางตอเนื่องจนกวานักเรียนจะชํานาญถึงขั้นที่นักเรียนนักเรียนทําได80
% ในขั้นตอนนี้มีขอเสนอแนะในการตรวจสอบความเขาใจเพื่อจะไดแกไขความผิดพลาด ความ
บกพรอง ดวยกิจกรรมดังนี้
1) เตรียมคําถามไวลวงหนาใหมากเพื่อถามใหนักเรียนตอบอยางทั่วถึงและคําตอบที่ไดควรเปน
คําตอบที่ตรงประเด็นสําคัญ หรือตรงตามในเรื่องหรือทักษะที่สอน
2) ใหนักเรียนสรุปกฎหรือกระบวนการดวยตนเอง
3) ใหนักเรียนตอบโดยเขียนคําตอบในสมุด
4) หลังจากการสอน ครูควรใหนักเรียนเขียนสาระหรือประเด็นสําคัญของบทเรียน และสรุป
ประเด็นสําคัญลงในสมุด ดังนั้นการตรวจสอบความเขาใจจึงมีความสําคัญและจําเปนเพื่อเปนการ
ทบทวนเนื้อหาสาระที่เรียนผานมาและย้ําเพื่อความเขาใจของผูเรียน

ขั้นตอนที่ 4 การแกไขใหถูกตอง และการใหขอมูลยอนกลับ มีขนั้ ตอน ดังนี้


4.1 ครูควรรับรูและตอบรับคําตอบที่รวดเร็วและมั่นใจของนักเรียนอยางสั้นๆ เชนถูกตองหรือคําชม
อื่นๆ
4.2 คําตอบที่ลังเลของนักเรียนครูอาจตองใหขอมูลยอนกลับ ใหตอบอยางมั่นใจ
4.3 การตอบผิดหรือปฏิบัติผิดของนักเรียนบงบอกถึงความจําเปนในการฝกเพิ่ม
4.4 ตรวจสอบติดตามบทเรียนของนักเรียนเสมอ
4.5 พยายามใหการตอบสนองทุกคําถามที่นักเรียนถาม
4.6 การแกไขการตอบผิดของนักเรียน ครูควรใหขอมูลเพิ่มเติม เชน ถามคําถามใหงายขึ้น ให
คําแนะนํา อธิบาย ทบทวน หรือสอนใหมในขั้นสุดทาย
4.7 ถามคําถามซ้ําจนกวาจะถูกตอง
4.8 การใหฝกปฏิบัติโดยครูคอยแนะนําการแกไขควรทําตอไป จนกวาครูจะแนใจวานักเรียนบรรลุผล
สําเร็จตามวัตถุประสงคของบทเรียน
32

4.9 ใหคําชมเชยแตพอควร ในเรื่องที่เฉพาะเจาะจง จะทําใหมีประสิทธิภาพมากกวาการชมเชยแบบ


พร่ําเพรื่อในประเด็นของการใหขอมูลยอนกลับเพื่อแกไขขอผิดพลาดของนักเรียนมีขอเสนอเพื่อการ
ตอบสนองคําตอบของนักเรียน ดังนี้
1) ตอบถูกตองเร็วดวยความมั่นใจในคําตอบโดยปกติพฤติกรรมนักเรียน จะปรากฎในชวงการ
เรียนตอนแรกๆ ตอนที่มีการทบทวน ครูควรถามคําถามใหมๆ พรอมทั้งมีการฝกเพิ่มเติมและกลาวคํา
ชมเชย
2) ตอบถูกแตลังเลไมแนใจ จะปรากฎในการเรียนในตอนตนหรือในชวงใหฝกโดยมีครูคอยแนะนํา
ครูควรใหขอมูลยอนกลับหรือตอบสนองกลับดวยคําพูดสั้นๆ เชน ถูกตอง ดีมาก การใหขอมูลอนกลับ
ในลักษณะนี้ครูควรใหขอมูลเพิ่มเติมเพื่อใหนักเรียนเขาใจวาคําตอบนั้นถูกตองเพราะอะไร
3) ถานักเรียนตอบผิดเพราะสะเพราควรใหการทบทวนแกไขและใหขอมูลยอนกลับทันที
4) ตอบผิดเพราะไมมีความรู ไมจําเนื้อหาสาระ นักเรียนที่ตอบผิดในชวงตนซึ่งเปนระยะการเรียน
เนื้อหาสาระใหม ชี้ใหเห็นวา มีความรูไมแนนพอ ไมรูจริงเกี่ยวกับสาระความรูนั้น ครูควรแกไขดังนี้
4.1) ครูชี้นําเสนอแนะแนวทางเพื่อใหไดคําตอบที่ถกู ตอง โดยถามคําถามใหมและงาย
พรอมทัง้ ยกตัวอยางและเหตุผลประกอบ
4.2) สอนใหม สําหรับนักเรียนที่ไมเขาใจ
4.3) บอกเปนนัย ถามคําถามที่งา ยๆ หรือทําการสอนใหม
การใหขอมูลยอนกลับเปนองคประกอบสําคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรูไดประการหนึง่
ขั้นตอนที่ 5 การฝกอยางอิสระ (ฝกปฏิบัติที่โตะ) มีขอเสนอแนะการจัดการเรียนรู ดังนี้
5.1 ใหนกั เรียนฝกอยางเพียงพอ
5.2 ฝกทักษะเนื้อหาสาระที่เรียนไปแลว
5.3 ฝกเพื่อใหเกิดความชํานาญ
5.4 การฝกปฏิบัติโดยลําพัง ควรปฏิบัติไดถูกตอง 95%
5.5 นักเรียนจะตื่นตัว ถาการใหฝกปฏิบัติ ไดโดยมีการติดตามตรวจสอบ
5.6 กระตุนใหนักเรียนมีความรับผิดชอบในงานที่ตนเองปฏิบัติ และมีความกระตือรือรนเสมอการ
ฝกปฏิบัติที่โตะเพื่อใหการปฏิบัติกิจกรรมโดยลําพังที่มีประสิทธิภาพ ควรปฏิบัติดังนี้
1) ครูควรเดินดูนักเรียนทํางาน ใหขอมูลยอนกลับ ถามคําถามและอธิบายสั้นๆ อยางทั่วถึง
2) ครูควรจัดที่นั่งใหมองเห็นนักเรียนทั้งชั้นในขณะปฎิบัติงาน
3) ครูควรวางแผนการปฏิบัติกิจกรรมโดยใหนักเรียนฝกปฏิบัติอยางอิสระและประสบ
ผลสําเร็จ ครูตองจัดกิจกรรมใหเปนไปตามจุดประสงค มีการเตรียมการฝกใหพรอม และเพียงพอ
สําหรับนักเรียนทุกคน และตองเปนกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ โดยความมุงหวังใหนักเรียนสามารถ
ตอบไดโดยอัตโนมัติ โดยการที่ใหนักเรียนฝกปฏิบัติมาก ๆ
33

ขั้นตอนที่ 6 การทบทวนรายสัปดาหและรายเดือน มีขอเสนอการจัดการเรียนรูดังนี้


6.1 ทบทวนเนื้อหาที่เรียนไปแลวอยางเปนระบบโดยทบทวนเปนประจําสัปดาห และทบทวน
ประจําเดือน การทบทวนของครูชวยใหครูไดตรวจสอบความเขาใจของนักเรียน และเพื่อใหแนใจวา
ความรูทักษะที่เรียนไปแลว นักเรียนรูและปฏิบัติเขาใจเปนอยางดีและเพื่อความคงทนของความรู
1.2 ตรวจการบานที่ใหทํา
1.3 ทดสอบบอย ๆ
1.4 สอนใหมในเนื้อหาที่บกพรอง

แหลงที่มา: http://www.vicha.kroophra.net/index.php?option=com_content&task=view&id=62
ผูสืบคน คุณครูสายใจ เชียงอินทร

10. วิธีสอนแบบแฮรบารต (Herbart Method)


วิธีสอนแบบแฮรบารตเปนไปตามแนวคิดของแฮรบารต ที่วา การที่นักเรียนจะเรียนรูสิ่งไดนั้น
นักเรียนจะตองสนใจเปนเบื้องแรก ครูผูสอนจําเปนตองเราความสนใจของนักเรียนกอนเขาสูขั้นของ
การสอนเพื่อใหเกิดเรียนรู
ความมุงหมายของวิธีการสอนแบบแฮรบารต
1. เพื่อใหนกั เรียนเกิดการเรียนรูจากการสนใจ
2. เพื่อฝกในการสรางความสัมพันธระหวางความรูเกาและความรูใหมที่ไดรับ
3.เพื่อสงเสริมใหนักเรียนสามารถจัดลําดับความรูจากงายไปหายากปละจากความจริงทั่วไปไปสู
หลักเกณฑหรือขอสรุป
ขั้นตอนของการวิธสี อนแบบแฮรบารต
1. ขั้นเตรียม เปนขั้นตอนของการเราใหนักเรียนเกิดความสนใจที่จะเรียนรูในสิ่งใหม ครูจะตอง
ทบทวนความรูเดิม ของนักเรียนใหประสานกับความรูใหม
2. ขั้นสอน เปนขั้นตอนที่ครูดําเนินการสอนเพื่อใหนักเรียนไดรับความรูตามบทเรียน
3. ขั้นสัมพันธหรือขั้นทบทวนและเปรียบเทียบ เปนขั้นตอนตอจากการสอนของครูเมื่อครูสอนจบ
บทเรียนแลว ครูตองทบทวนความรูที่นักเรียนเรียนไปแลว และนําความรูใหมไปสัมพันธกับความรู
เดิมดวยการวิเคราะหและเปรียบเทียบความแตกตางและคลายคลึงกันระหวางความรูเดิมกับ
ความรูใหม
34

4. ขั้นตั้งกฎหรือขอสรุป เปนขั้นที่นักเรียนเขาใจบทเรียนกวางขึ้น ครูและนักเรียนจะตองชวยกัน


รวบรวมความรูจากขั้นตอนที่ 1-4 ตามลําดับจากงายไปหายากอยางเปนระบบ และจดบันทึกไว
5.ขั้ น การนํ า ไปใช เป น ขั้ น ตอนที่ นั ก เรี ย นนํ า เอาความรู ค วามเข า ใจที่ ไ ด เ รี ย นมาแล ว ไปใช ใ น
ชีวิตประจําวันหรือใชในสถานการณอื่น
ขอดีของวิธีสอนแฮรบารต
1.นักเรียนไดเรียนรูจากความสนใจ
2.การเรียนรูดําเนินไปจากงายไปหายากตามลําดับ
3.การสรางกฏเกณฑหรือขอสรุปกระทําโดยนักเรียนและครู
ขอสังเกตของวิธสี อนแบบแฮรบารต
1.ในขั้นของการสั มพั นธห รือทบทวนและเปรียบเทีย บ ครูต องใหโอกาสนักเรียนในการวิ เคราะห
เปรียบเทียบความแตกตางและคลายคลึงกันระหวางความรูเดิมกับความรูใหมดวยตนเองมิใชเกิด
จากการแนะนําของครู
2.ครูควรเนนย้ําใหนักเรียนจดบันทึกความรูตามลําดับขั้นตอนจากงายไปหายาก
แหลงขอมูล http://www.vicha.kroophra.net/index.php?option=com_content&task=view&id=62
ผูสืบคน คุณครูศักดิ์ชัย นอยชืน่

11. รูปแบบการเรียนการสอนโดยยึดผูเรียนเปนศูนยกลาง: โมเดลซิปปา (CIPPA Model)


หรือ รูปแบบการประสานหาแนวคิด โดยทิศนา แขมมณี

ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
ทิศนา แขมมณี (2543: 17) รองศาสตราจารยประจําคณะครุศาสตร จุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัย ไดพัฒนารูปแบบนี้ขึ้นจากประสบการณทไี่ ดใชแนวคิดทางการศึกษาตาง ๆ ในการสอน
มาเปนเวลาประมาณ 30 ป และพบวาแนวคิดจํานวนหนึ่งสามารถใชไดผลดีตลอดมา ผูเขียนจึงไดนํา
แนวคิดเหลานัน้ มาประสานกัน ทําใหเกิดเปนแบบแผนขึน้ แนวคิดดังกลาวไดแก
1. แนวคิดการสรางความรู (construction of knowledge)
2. แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการกลุมและการเรียนรูแบบรวมมือ(processlearning)
3. แนวคิดเกี่ยวกับความพรอมในการเรียนรู (process learning)
4. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรูกระบวนการ (physical participation)
5. แนวคิดเกี่ยวกับการถายโอนความรู (application)
35

ทิศนา แขมมณี (2543: 17-20) ไดใชแนวคิดเหลานี้ในการจัดการเรียนการสอน


โดยจัดกิจกรรมการเรียนรูในลักษณะที่ใหผเู รียนเปนผูสรางความรูดวยตนเอง (construction of
knowledge) ซึ่งนอกจากผูเรียนจะตองเรียนดวยตนเองและพึ่งตนเองแลว ยังตองพึ่งการปฏิสัมพันธ
(interaction) กับเพื่อน บุคคลอื่น ๆ และสิง่ แวดลอมรอบตัวดวย รวมทัง้ ตองอาศัยทักษะกระบวนการ
(process skills) ตาง ๆ จํานวนมากเปนเครื่องมือในการสรางความรู นอกจากนัน้ การเรียนรูจะ
เปนไปอยางตอเนื่องไดดี หากผูเ รียนมีความพรอมในการรับรูและเรียนรู มีประสาทการรับรูที่ตนื่ ตัว
ไมเฉื่อยชา ซึ่งสิ่งที่สามารถชวยใหผูเรียนอยูในสภาพดังกลาวไดก็คือ การใหมกี ารเคลื่อนไหวทางกาย
อยางเหมาะสม กิจกรรมที่มีลักษณะดังกลาวจะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดีเปนการเรียนรูที่มี
ความหมายตอตนเอง และความรูความเขาใจที่เกิดขึ้นจะมีความลึกซึ้งและอยูคงทนมากขึ้น หาก
ผูเรียนมีโอกาสนําความรูนนั้ ไปประยุกตใชในสภาพการณที่หลากหลาย ดวยแนวคิดดังกลาวจึงเกิด
แบบแผน “CIPPA” ขึ้น ซึ่งผูสอนสามารถนําแนวคิดทัง้ 5 ดังกลาวไปใชเปนหลักในการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนโดยยึดผูเรียนเปนศูนยกลางใหมีคุณภาพได

วัตถุประสงคของรูปแบบ
รูปแบบนี้มุงพัฒนาผูเ รียนใหเกิดความรูความเขาใจในเรื่องที่เรียนอยางแทจริง โดย
ใหผูเรียนสรางความรูดวยตนเองโดยอาศัยความรวมมือจากกลุม นอกจากนัน้ ยังชวยพัฒนาทักษะ
กระบวนการตาง ๆ จํานวนมาก อาทิ กระบวนการคิด กระบวนการกลุม กระบวนการปฏิสัมพันธทาง
สังคม และกระบวนการแสวงหาความรู เปนตน

กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ซิปปา (CIPPA) เปนหลักการซึ่งสามารถนําไปใชเปนหลักในการจัดกิจกรรม
การเรียนรูตาง ๆ ใหแกผูเรียน การจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลัก “CIPPA” นี้สามารถใช
วิธีการและกระบวนการที่หลากหลาย ซึง่ อาจจัดเปนแบบแผนไดหลายรูปแบบ รูปแบบหนึง่ ที่ผเู ขียน
ไดนําเสนอไวและไดมีการนําไปทดลองใชแลวไดผลดี
ประกอบดวยขั้นตอนการดําเนินการ 7 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 การทบทวนความรูเดิม
ขั้นนี้เปนการดึงความรูเดิมของผูเรียนในเรือ่ งที่จะเรียน เพื่อใหผูเรียนมีความพรอม
ในการเชื่อมโยงความรูใหมกบั ความรูเดิมของตน ซึง่ ผูสอนอาจใชวิธีการตาง ๆ ไดอยางหลากหลาย
ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรูใหม
36

ขั้นนี้เปนการแสวงหาขอมูลความรูใหมของผูเรียนจากแหลงขอมูล หรือแหลงความรู
ตาง ๆ ซึง่ ครูอาจจัดเตรียมมาใหผูเรียนหรือใหคําแนะนําเกี่ยวกับแหลงขอมูลตาง ๆ เพื่อใหผูเรียนไป
แสวงหาก็ได
ขั้นที่ 3 การศึกษาทําความเขาใจขอมูล/ความรูใหม และเชื่อมโยงความรูใหมกับความรูเดิม
ขั้นนี้เปนขั้นทีผ่ ูเรียนจะตองศึกษาและทําความเขาใจกับขอมูล/ความรูที่หามาได
ผูเรียนจะตองสรางความหมายของขอมูล/ประสบการณใหม ๆ โดยใชกระบวนการตาง ๆ ดวย
ตนเอง เชน ใชกระบวนการคิดและกระบวนการกลุม ในการอภิปรายและสรุปความเขาใจเกี่ยวกับ
ขอมูลนั้น ๆ ซึง่ จําเปนตองอาศัยการเชื่อมโยงกับความรูเดิม
ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรูความเขาใจกับกลุม
ขั้นนี้เปนขั้นทีอ่ าศัยกลุมเปนเครื่องมือในการตรวจสอบความรูความเขาใจของตน
รวมทัง้ ขยายความรูความเขาใจของตนใหกวางขึ้น ซึง่ จะชวยใหผูเรียนไดแบงปนความรูความเขาใจ
ของตนแกผูอนื่ และไดรับประโยชนจากความรู ความเขาใจของผูอื่นไปพรอม ๆ กัน
ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู
ขั้นนี้เปนขั้นสรุปความรูที่ไดรบั ทั้งหมด ทั้งความรูเดิมและความรูใหม และจัดสิ่งที่
เรียนใหเปนระบบระเบียบเพือ่ ชวยใหผเู รียนจดจําสิง่ ที่เรียนรูไดงาย
ขั้นที่ 6 การปฏิบตั ิและ/หรือการแสดงผลงาน
หากขอความที่ไดเรียนรูมาไมมีการปฏิบัติ ขั้นนี้จะเปนขัน้ ที่ชว ยใหผูเรียนมีโอกาสได
แสดงผลงานการสรางความรูของตนใหผูอนื่ รับรู เปนการชวยใหผูเรียนไดตอกย้ําหรือตรวจสอบความ
เขาใจของตน และชวยสงเสริมใหผูเรียนใชความคิดสรางสรรค แตหากตองมีการปฏิบัติตาม
ขอความรูที่ได ขั้นนีจ้ ะเปนขั้นปฏิบัติ และมีการแสดงผลงานที่ไดปฏิบตั ดิ วย
ขั้นที่ 7 การประยุกตใชความรู
ขั้นนี้เปนขั้นของการสงเสริมใหผูเรียนไดฝก ฝนการนําความรูความเขาใจของตนไป
ใชในสถานการณตาง ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชํานาญ ความเขาใจ ความสามารถในการ
แกปญหาและความจําในเรือ่ งนัน้ ๆ
หลังจากการประยุกตใชความรู อาจมีการนําเสนอผลงานจากการประยุกตอีกครั้งก็
ได หรืออาจไมมีการนําเสนอผลงานในขั้นที่ 6 แตนํามารวมแสดงในตอนทายหลังขัน้ การประยุกตใชก็
ไดเชนกัน
ขั้นตอนตัง้ แตขั้นที่ 1-6 เปนกระบวนการของการสรางความรู (construction of
knowledge) ซึ่งครูสามารถจัดกิจกรรมใหผเู รียนมีโอกาสปฏิสัมพันธแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน
(interaction) และฝกฝนทักษะกระบวนการตาง ๆ (process learning) อยางตอเนื่อง เนื่องจาก
ขั้นตอนแตละขั้นตอนชวยใหผูเรียนไดทํากิจกรรมหลากหลายที่มีลกั ษณะใหผูเรียนไดมีการ
37

เคลื่อนไหวทางกาย ทางสติปญญา ทางอารมณและทางสังคม(physical participation)อยาง


เหมาะสม อันชวยใหผูเรียนตื่นตัว สามารถรับรูและเรียนรูไดอยางดี จึงกลาวไดวา ขั้นตอนทั้ง 6 มี
คุณสมบัติตามหลักการ CIPP สวนขั้นตอนที่ 7 เปนขัน้ ตอนที่ชว ยใหผูเรียนนําความรูไปใช
(application) จึงทําใหรูปแบบนี้มีคุณสมบัติครบตามหลัก CIPPA
ผลที่ผูเรียนจะไดรับจากการเรียนตามรูปแบบ
ผูเรียนจะเกิดความเขาใจในสิง่ ที่เรียน สามารถอธิบาย ชี้แจง ตอบคําถามไดดี
นอกจากนัน้ ยังไดพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห การคิดสรางสรรค การทํางานเปนกลุม การสื่อสาร
รวมทัง้ เกิดการใฝรูดวย
แหลงที่มา
http://www.sarachai.com/downloads/rungsan/mana/%C3%D9%BB%E1%BA%BA%A1%D
2%C3%CA%CD%B9%E1%BA%BA%E2%C1%E0%B4%C5%AB%D4%BB%BB%D2%20(C
IPPA%20Model).doc
ผูสืบคน คุณครูมาลี วุฒิชยั ธนากร

12. วิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน
ความมุง หมายของการสอบแบบสืบสวนสอบสวน
1. เพื่อกระตุนใหนักเรียนสืบสวนสอบสวนความรูหรือขอเท็จจริงดวยตนเอง
2. เพื่อฝกใหนกั เรียนรูจักคิดหาเหตุผล
3. เพื่อฝกใหนกั เรียนรูจักคิดเปน ทําเปน แกปญหาไดดวยตนเอง
ขั้นตอนของวิธีการสอนแบบสืบสวนสอบสวน
ขั้นที่ 1 การสังเกต (Observation) หลังจากกําหนดประเด็นปญหา ใหนักเรียนสังเกตสภาพ
แวดลอมที่กอใหเกิดปญหา พยายามนําความคิดรวบยอดเดิมมาแกปญหาโดยคิดหาเหตุผล
จัดลําดับความคิดในรูปแบบตางๆ ใหสอดคลองสัมพันธกับสภาพการณอันเปนปญหานั้น
ขั้นที่ 2 การอธิบาย (Explanation) นักเรียนจัดระบบความคิด ตั้งสมมุติฐานเพื่ออธิบาย
ความคิดรูปแบบตางๆ ในการแกปญหา ทบทวนความคิด และทําความเขาใจปญหานั้นๆใหชัดเจน
ขั้นที่ 3 การทํานาย (Prediction) เมื่ออธิบายความคิดรูปแบบตางๆ ในการแกปญหาแลวให
นักเรียนทํานายหรือพยากรณปญหาที่อาจเกิดขึ้นไดอีกวาเมื่อเกิดแลวผลเปนอยางไรและแกไข
อยางไร
38

ขั้นที่ 4 การนําไปใชและสรางสรรค (Control and Creativity) นักเรียนสามารถนําเหตุผล


และความเขาใจในการแกปญ  หาไปใชประโยชนใหกวางไกลในชีวิตประจําวันได รวมทั้งมีความคิด
สรางสรรคนําไปใชในสภาพการณอื่นๆ
ขอดีของวิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน
1. นักเรียนสามารถใชความคิด สติปญญาและประสบการณเดิมของตนเองอยางมีอิสระ
2. ชวยสงเสริมใหนกั เรียนเปนคนชางสังเกต มีเหตุผลไมเชื่ออะไรงายๆ โดยไมตรวจสอบ
3. นักเรียนเกิดความเชื่อมัน่ กลาแสดงความคิดเห็น
ขอสังเกตของวิธสี อนแบบสืบสวนสอบสวน
1. ครูมีบทบาทสําคัญในการสอนแบบสืบสวนสอบสวน เนื่องจากครูตอ งปอนคําถามใหกับ
นักเรียนเพื่อนําไปสูการคิดคนควา
2. ครูตองใหโอกาสนักเรียนทั้งหองในการอภิปราย วางแผน และกําหนดวิธกี ารแกปญ  หาเอง
3. ปญหาทีก่ ําหนดเพื่อสืบสวนสอบสวนไมควรยากเกินความสามารถของนักเรียน

วิธสี อนแบบแบงกลุมทํางาน (Committee Work Method)


วิธีสอนแบบแบงกลุมทํางานเปนวิธีสอนที่ครูมอบหมายใหนกั เรียนทํางานรวมกันเปนกลุม
รวมมือกันศึกษาคนควาหาวิธีการแกปญหาหรือปฏิบัติกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด หรือ
ความสนใจ เปนการฝกใหนักเรียนทํางานรวมกันตามวิถีแหงประชาธิปไตย
ความมุงหมายของวิธีการสอนแบบแบงกลุมทํางาน
1. เพื่อใหนกั เรียนมีความรับผิดชอบรวมกันในการทํางานนัน่ คือสงเสริมการทํา งานเปนทีม
2. เพื่อสรางวัฒนธรรมในการทํางานรวมกันอยางมีระบบและมีระเบียบวินยั รูจักทําหนาที่
3. เพื่อฝกทักษะในการแกปญ  หา การศึกษาคนควาและแสวงหาความรูดวยตนเอง โดย
ปฏิบัติงานทั้งเปนรายบุคคลและเปนกลุม และมีประสบการณตรงในการทํางาน
4. เพื่อใหนกั เรียนไดทาํ งานตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถ
ขั้นตอนในการสอนแบบแบงกลุมทํางาน
1. ครูและนักเรียนรวมกันกําหนดความมุง หมายของการทํางานในแตละกลุม ขัน้ ตอนนี้เปน
ขั้นที่กาํ หนดความมุง หมายและวิธีการทํางานอยางละเอียด
2. ครูเสนอแนะแหลงวิทยาการที่จะใชคน ควาหาความรู ไดแก บอกรายละเอียดของหนังสือที่
ใชในการศึกษาคนควา
3. นักเรียนรวมกันวางแผนและปฏิบัติงานตามที่ไดรับมอบหมาย
4. ครูและนักเรียนประเมินผลการทํางาน ในกรณีที่เปนครูใหสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน
ในการปฏิบัติงาน ในกรณีนักเรียนรวมกันประเมินผลการปฏิบัติงานในกลุมตนเองโดยบอกขั้นตอน
การปฏิบัติงาน ผลที่ไดรับ และการพัฒนางานในโอกาสตอไป
39

ขอดีของวิธีการสอนแบบแบงกลุมทํางาน
1. นักเรียนไดแสดงความคิดเห็นของตนเองอยางเต็มที่
2. นักเรียนไดทํางานตามความถนัด ความสามารถ และความสนใจของตนเอง
ขอสังเกตของวิธกี ารสอนแบบแบงกลุม ทํางาน
1. ถาครูเพิ่งเริม่ ใชวิธีการสอนแบบแบงกลุม ทํางานเปนครั้งแรก ครูควรดูแลนักเรียนใกลชิด
เชน ตองดูแลใหนกั เรียนทุกคนทําหนาที่ตามที่ไดรับมอบหมาย นักเรียนผูที่เปนหัวหนากลุม ตองทํา
หนาที่ประสานงานระหวางสมาชิกในกลุม และนอกกลุม รวมทั้งประสานงานกับครู
2. หนาที่การเปนหัวหนากลุม ควรหมุนเวียนสับเปลีย่ นกัน เพื่อฝกการเปนผูนาํ และผูตามที่ดี
3. การปฏิบัติกิจกรรมในกลุม ควรปฏิบัติตามหลักเกณฑอยางเครงครัด

ที่มา http://www.vicha.kroophra.net/index.php?option=com_content&task=view&id=62
ผูสืบคน คุณครูปยะรัตน โพธิบัติ

กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรระดับประถมศึกษา
13. การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน
แนวคิด การสอนแบบโครงงานเปนการเปดโอกาสใหผูเรียน เรียนรูเรื่องใดเรื่องหนึ่งตาม
ความสนใจของผูเรียนอยางลุมลึก โดยผานกระบวนการหลักคือ กระบวนการแกปญหา ผูเรียนจะ
เปนผูลงมือปฏิบัติเพื่อคนหาคําตอบดวยตนเอง จึงเปนการเรียนรูจากการไดมีประสบการณตรงจาก
แหลงเรียนรู
ความหมาย การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัด
ประสบการณใหแกนักเรียนเหมือนกับการทํางานในชีวิตจริง
วัตถุประสงค การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมีวัตถุประสงคเพื่อใหนักเรียน
1. มีประสบการณโดยตรง
2. ไดทําการทดลองและพิสจู นสิ่งตาง ๆ ดวยตนเอง
3. รูจักการทํางานอยางมีระบบ มีขั้นตอน
4. ฝกการเปนผูนําและผูตามที่ดี
5. ไดเรียนรูวิธกี ารแกปญหา
6. ไดรูจักวิธีการตาง ๆ ในการแกปญหา
7. ฝกวิเคราะห และประเมินตนเอง
ประเภทของโครงงาน
1. โครงงานแบบสํารวจ
40

2. โครงงานแบบทดลอง
3. โครงงานสิ่งประดิษฐ
4. โครงงานทฤษฎี
รูปแบบการจัดทําโครงงาน
1. ชื่อโครงงาน
2. คณะทํางาน
3. ที่ปรึกษา
4. แนวคิด / ทีม่ า / ความสําคัญ
5. วัตถุประสงค / จุดมุง หมาย
6. ขั้นตอนการดําเนินงาน / วิธีการศึกษา
7. แหลง / สถานศึกษา (ถามี)
8. วัสดุ อุปกรณ
9. งบประมาณ
10. ระยะเวลาการดําเนินงาน
11. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
ขั้นตอนในการสอนทําโครงงาน การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมี 4 ขั้นตอน คือ
1. กําหนดความมุงหมายและลักษณะโครงงานโดยตัวนักเรียนเอง
2. วางแผนหรือวางโครงงาน นักเรียนตองชวยกันวางแผนวาจะทําอะไร ใชวิธีการหรือ
กิจกรรมใด จึงจะบรรลุจุดมุง หมาย
3. ขั้นดําเนินการ ลงมือทํากิจกรรมหรือแกปญหา
4. ประเมินผล โดยประเมินวากิจกรรมหรือโครงงานนั้นบรรลุผลตามความมุง หมายทีก่ ําหนด
ไวหรือไม มีขอบกพรอง และควรแกไขใหดีขึ้นอยางไร
วิธีการทําโครงงาน
1. ประชุมปรึกษาหารือ เพื่อหาขอสรุปเกี่ยวกับหัวขอของโครงงาน จากสิ่งตอไปนี้
- การสังเกต หรือตามที่สงสัย
- ความรูในวิชาตาง ๆ
- จากปญหาใกลตัว หรือการเลน
- คําบอกเลาของผูใหญ หรือผูรู
2. เขียนหลักการ เหตุผล ทีม่ าของโครงงาน
3. ตั้งวัตถุประสงคของการทําโครงงาน
41

4. กําหนดวิธีการศึกษา เชน การสํารวจ การทดลอง เปนตน


5. นําผลการศึกษามาอภิปรายกลุม
6. สรุปผลการศึกษา โดยการอภิปรายกลุม
7. ปรับปรุงชื่อโครงงาน ใหครอบคลุม นาสนใจ
การประเมินผลการทําโครงงาน
ครูผูสอนจะเปนผูประเมินการทําโครงงานของนักเรียนแตละกลุม โดยใชแบบประเมิน
แผนผังโครงงานพิจารณาตามรายละเอียดดังนี้
1. ชื่อเรื่องแสดงถึงความคิดริเริ่มสรางสรรค
2. ชื่อเรื่องมีความสัมพันธกบั เนื้อหาคําถามมีการกระตุน ใหนักเรียนเกิดความคิด
3. สมมติฐานมีการแสดงถึงพื้นฐานความรูเดิม
4. วิธีการ เครื่องมือที่ใชในการศึกษา เหมาะสมสอดคลองกับจุดมุง หมายและเนื้อหา
5. แหลงศึกษาสามารถคนควาคําตอบได
6. วิธีการนําเสนอชัดเจน เหมาะสมกับเนือ้ หาและเวลา
การสอนใหนกั ศึกษาเปนศูนยกลาง (Student Centered Learning)
โดยคํานิยามที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เปนการเรียนการสอนตามความตองการของนักศึกษา
ซึ่งแตละคนมีความตองการแตกตางกัน จึงอาจเปนเรื่องที่ทําไมไดงายนัก โดยเฉพาะอยางยิ่งใน
หองเรียนขนาดใหญ การวิจัยพบวาการสอนวิธีนี้ทําใหนักศึกษาสนใจเรียนมากขึ้น เพราะเปนเรื่องที่
เขาตองการเรียน เปนประโยชนตออนาคตของเขา ทําใหมีแรงจูงใจใหเรียนรู โดยครูเปนผูประสาน
ความรูเพื่อใหนักเรียนไปถึงจุดหมาย
ครูจะตองมองวา เราสอนใคร เพื่อใหเขาทําอะไร และ จะสอนอยางไร หากรูพื้นฐาน
นักเรียน (สอนใคร) ก็จะสามารถจัดกระบวนการสอนใหสอดคลองกับพื้นฐานเขาได และการสอน
ตองใหเขาตระหนักในประโยชน (เพื่ออะไร) จากนั้นจึงดําเนินการสอน (อยางไร) ใหสอดคลองและได
ประโยชนสูงสุด ซึ่งวิธีการสอนแบบใหผูเรียนเปนศูนยกลางนาจะเปนวิธีที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง
วิธีการเสนอแนะในการสอนแบบนักศึกษาเปนศูนยกลาง
1. อาจารยแจกเคาโครงรายวิชาใหนักศึกษา โดยอาจารยไมสอน แตแนะแนวทางใหนักศึกษาคิด
และ แกปญหา นักศึกษาจะตองอานหนังสือมากอน นักศึกษาเปนผูออกแบบเนื้อหา กําหนด
เนื้อหาเอง ซึ่งการวัดผล จะตองใช ขอสอบที่มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเปนเรื่องยากพอสมควร
2. การเรียนแบบโครงงาน โดยในวิชานั้นนักศึกษาจะตองทําโครงงานยอย 4 โครงการ ใชเวลา
โครงการละ 2 สัปดาห นักศึกษาจะตองตั้งปญหาในแตละโครงการแลวเชื่อมตอโครงการกับทฤษฎีที่
อาจารยเสนอแนะไว แตกอนปดรายวิชาอาจารยตองสรุปและเสริมเพิ่มเติมเพื่อใหครอบคลุมเนื้อหา
และวัตถุประสงคของรายวิชา
42

ประเด็นเสนอแนะปลีกยอย
1. ครูตองเกงมากจึงจะเปนผูประสานวิชาการอันหลากหลายได
2. นาจะปฏิรูปมหาวิทยาลัยใหเปน Student Centered Service เสียดวย คือใหนักศึกษาบริการ
ตนเองในเรื่องตางๆ ซึ่งจะฝกใหนักศึกษารูจักรับผิดชอบมากขึ้น
3. วิธีนี้สามารถทําไดในการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา แตหากเปนระดับปริญญาตรี
มหาวิทยาลัยจะตองควบคุมขนาดชั้นเรียน และกําหนดทิศทางในการจัดการเรียนการสอนใหชัดเจน
4. ความยากคือการตรวจงาน การประเมิน วิธที ี่นา ทดลองคือ ใหเด็กตรวจงานกันเอง
5. นาจะมีชนั้ เรียนทดลองวิธีนี้ อาจารยทานใดตองการทดลองโปรดแจงรองอธิการบดีฝายวิชาการ
6. อาจทดลองใหนักศึกษามีสวนรวมในการกําหนดเนือ้ หาวิชาสัก 10 - 20 %

7. พอทําไดในชั้นปที่ 3 – 4 เนื่องจากนักศึกษามีความรูพื้นฐานที่จะบูรณาการไดแลว สวนในชัน้ ปที่


1 – 2 นั้น อาจทําไมได
8. สําหรับหองเรียนขนาดใหญ รศ.ดร.ทวิช ทดลองใชวิธีแบงกลุมทําการบานและตรวจการบาน
กันเองโดยการสลับกลุม โดยเฉลยใหเฉพาะหลักการ นับวาเปนการเรียนแบบนเปนศูนยกลางใน
ระดับหนึง่ และอีกรูปแบบหนึง่
แหลงขอมูล http://portal.in.th/inno-cholticha/pages/297/
ผูสืบคน คุณครูพทมวรรณ แกวกระจาง

14. การสอนโดยใชกิจกรรม (บูรณาการเนนการปฏิบัติจริง)


การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการที่เนนผูเรียนเปนสําคัญกลุมสาระภาษาไทย
การจัดการเรียนการสอนที่ทําใหนักเรียนไมจักเบื่อ จะตองจัดการเรียนการสอนโดยใชกิจกรรม
(แบบบูรณาการเนนการปฏิบัติจริง กระบวนการกลุม) คือ ใหนักเรียนมีสวนรวมชวยกันคิดกิจกรรม
การเรียนการสอน เชน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในวิชาภาษาไทย จะเห็นวาเด็กไมชอบเรียน
วิชาภาษาไทย ไมชอบอาน ไมชอบเรียน แตเมื่อนํากิจกรรมแบบบูรณาการที่เนนการปฎิบัติ โดยให
นักเรียนมีสวนรวมในการคิดกิจกรรมการเรียนการสอนเด็กจะเกิดความสนใจและมีความสุขกับการ
ไดทํากิจกรรม กิจกรรมที่จัดใหนักเรียนไมรูสึกเบื่อและมีความสุขจะตองมีลักษณะ
1. ตองใหนักเรียนไดลงมือปฏิบัติกิจกรรม คนควาดวยตนเอง
2. ควรเปนกิจกรรมกลุม
3. กิจกรรมจะตองเปนแบบเชิงบูรณาการการเรียนรูทุกลุมสาระการเรียนรู ทุกทักษะกระบวนการ
4. ตองใหอิสระเสรีกับนักเรียนการเรียนรู ตัวอยาง เชน สอนเรื่องขาว
43

1.ใหนักเรียนชวยกันคิดหัวขอ หนวยการเรียนรูวานักเรียนอยากรูเรื่องอะไร เกี่ยวกับขาว แลวให


นักเรียนชวยกันคิดหัวขอที่อยากเรียนรู เชน วัฒนธรรมขาว ประเพณีเกี่ยวกับขาว สํานวนสุภาษิต
คําพังเพย มาตราการตวงวัด
2.แบงกลุมนักเรียนใหนักเรียนศึกษาคนควาในสิง่ ตนเองได (ตามหัวขอที่นักเรียนกําหนด)
3.เมื่อคนควาขอมูลแลวใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันคิดเทคนิควิธีการนําเสนอโดยสมมุติใหตัวเอง
เปนครู คอยสอนเพื่อนโดยแตละกลุมจะมีวิธีการนําเสนอไมเหมือนกัน เชน บางกลุมอาจจะแสดง
บทบาทสมมุติ สาธิต เลนเกม ใหเพื่อนําแบบฝกหัด เปนตน
4. ครูจะคอยเปนผูแนะนํา
5.เมื่อแตละกลุมนําเสนอเสร็จก็ใหแตละกลุมรวบรวมผลงาน มาเย็บเปนเลม จะไดความรูเกีย่ ว
กับขาวที่มพี รอมทั้งกิจกรรมและแบบฝกหัดที่นักเรียนชวยกันจัดทําขึน้ มา
การจัดการเรียนการสอนแบบนี้จะทําใหนักเรียนไดกทักษะตางๆดังนี้
1. ไดฝกทักษะการฟงพูด อาน เขียน คิดวิเคราะห คิดสรางสรรค
2. ฝกทักษะกระบวนการกลุม
3. ฝกนิสยั รักการอาน
4. ฝกทักษะการนําเสนอหนาชั้นเรียน
แหลงขอมูล http://gotoknow.org/blog/0039/54048
ผูสืบคน คุณครูแสวง ตั้งประเสริฐ

15. การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ
การจัดการเรียนการสอนใหเกิดผลดีที่สุด คือ การจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความ
แตกตางระหวางบุคคล โดยผูเรียนสามารถเรียนไดตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถ
ของเขาตามศักยภาพที่มีอยู นั่นคือ โรงเรียนและครูผูสอนตองพยายามจัดประสบการณเรียนรูแตละ
คนได พัฒนาความสามารถเฉพาะและจุดเดน ของเขา กิจกรรมที่จัดขึ้นควรเกิดจากความสนใจของ
นักเรียนโดยชุมชนอาจเปนหองปฏิบัติการเพื่อการเรียนรูของนักเรียน การจัดหองและการจัดเวลาทํา
กิจกรรมควรมีการยืดหยุนเพื่อใหเกิดการเรียนรูเปนรายบุคคลใหมากที่สุด แตการทํางานเปนกลุมก็
เปนสิ่งจําเปนเพื่อใหนักเรียนรูจักการทํางานรวมกัน มีความเขาใจในความแตกตางระหวางบุคคล
สามารถตัดสินใจเปนกลุมและพัฒนาการติดตอสื่อสารได ครูและนักเรียนควรจะเรียนรูจากการคิดคน
และการทดลอง มีการเคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ไมควรใหนักเรียนเกิดความรูสึกที่แขงขัน
กัน หรือถูกนํามาเปรียบเทียบ ครูตองเปนนักวินิจฉัยที่มีความชํานาญในการคนหาความตองการและ
พัฒนาการของเด็ก ตองเสนอทางเลือกที่เปนไปได พรอมสื่อและอุปกรณที่หลากหลาย และตอง
ชวยเหลือเด็กสรางทางเลือก และประเมินกิจกรรมของเขา
44

หลักสูตรที่จะทําใหการเรียนการสอนในลักษณะที่กลาวมาบังเกิดผล คือ หลักสูตรบูรณาการ


ซึ่งหมายถึง หลักสูตรที่เด็กสามารถ บูรณาการ มวลความรูที่เขามีอยูไปประยุกตใชหรือเปนฐานใน
การสรางความรูใหม โดยผานสื่อ กิจกรรม และแนวคิดหลายรูปแบบ การจัดการเรียนการสอนจะไมมี
โปรแกรมคณิตศาสตร แบบเรียนหรืออุปกรณที่ใชโดยเฉพาะ แตเด็กจะเรียนรูโดยการคนพบทีเ่ กิดจาก
ประสบการณจริง ซึ่งครูตองสรางประสบการณที่มีความหมาย และเปนรูปธรรมสําหรับเด็ก ใหเขา
สามารถนําคณิตศาสตรไปใชกับกิจกรรมหรือวิชาอื่นๆ ได ตัวอยางกิจกรรม บูรณาการไดแก
1. ใหนักเรียนสรางแบบจําลองรูปทรงตาง ๆ ซึ่งจะทําใหเด็กมีประสบการณเกี่ยวกับเนื้อที่
สสาร ความยาว ปริมาตร พืน้ ที่ น้ําหนัก การประมาณและการวัด
2. ใหนักเรียนทํารูปตัดตอ เปนการสรางประสบการณการคํานวณเกี่ยวกับพืน้ ที่ การ
จัดรูปแบบตางๆ เขาดวยกัน การจัดประเภท การเปรียบเทียบ การจัดคูแ บบและขนาด
3. การจัดกิจกรรมรานคา ใหนักเรียนหาสินคา และจัดสินคาที่จะขาย และดําเนินการขาย
ดวยตนเอง ทําใหมีประสบการณในการคิดตนทุน การคาดคะเน และการกําหนดราคาสินคา การจัด
กิจกรรมดังกลาวครูจะเปนผูจัดการเรื่องเวลา สถานที่ แหลงทรัพยากรทั้งดานบุคคลและวัสดุอุปกรณ
พรอมทั้งชวยนักเรียนคนหาความสนใจ และใชคําถามเพื่อไปสูเปาหมายของกิจกรรม เด็กจะได
ประสบการณและความคิดรวบยอดในวิชาคณิตศาสตร ระหวางที่เขาคิดหาดอกเบี้ย ครูจะสอน
ความคิดรวบยอด หรือทักษะเฉพาะเรื่อง เมื่อนักเรียนคนพบวาทักษะนั้น จําเปนในการทําโครงการ
ตอไป ในบางครั้งครูทุกคนตองใหขวัญกําลังใจ เพื่อกระตุนใหนักเรียนคนหาคําตอบ โดยการกลาวคํา
สนับสนุนชมเชย ใชคําถามนําหรือใหขอคิดเห็น เนื่องจากเด็กจะเลือกทํากิจกรรมที่ใกลตัวเขา จึง
จําเปนที่ครูจะตองจัดสภาพแวดลอมที่เอื้ออํานวย ใหเด็กแตละคนมีโอกาสในการคนพบและเกิดการ
เรียนรู สภาพแวดลอมทางกายภาพ ตองยั่วยุความสนใจใหเกิดจากคนหา การตั้งคําถาม การทดลอง
และการปฏิบัติการ กิจกรรมควรมีทั้งรายบุคคลและเปนกลุม ในสถานที่มีชีวิตชีวาหรือสถานที่
เงียบสงบ ซึ่งสถานที่เหลานี้ควรจะสะทอนใหมองเห็นภาพของกิจกรรม และความสนใจที่เปนไปได
เชน สถานที่สําหรับสัตว พืช หนังสือ เกม หรือภาพปริศนา การเลือกใชสถานที่และการออกแบบหอง
สําหรับทํากิจกรรม อาจพิจารณาขอเสนอแนะ ดังนี้
1. สําหรับกิจกรรมที่ตองมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ควรใชสถานที่ที่สามารถสงเสียงอึกทึก
ได และเดินไปมาไดสะดวก
2. ใชสถานที่ไมพลุกพลาน บริเวณไมกวางและคอนขางเงียบสงบ สําหรับทํากิจกรรมที่
ตองการสมาธิ
3. แบงกั้นบริเวณที่เปนสวนบุคคลและบริเวณที่เปนหองประชุมกลุม
4. กิจกรรมที่มีความเลอะเทอะ ควรอยูในบริเวณใกลเคียงอางลางมือ
45

5. มีตูเก็บวัสดุอุปกรณที่จําเปนตองใชบอย ๆ ในบริเวณที่จัดกิจกรรม เชน กรรไกร ไมบรรทัด


กาว เทป สีระบาย ที่เย็บกระดาษ เปนตน
6. วัสดุที่จําเปนบางอยางควรอยูใกลพื้นที่ที่ทํากิจกรรม เชน เครื่องบันทึกเสียง และเครื่อง
ขยาย ในขณะที่เด็กทํากิจกรรม บทบาทของครู คือ การสังเกตเด็กแตละคน และหาความตองการ
จําเปนและความพรอมเปนรายบุคคล คิดหาเทคนิคและวิธีการพัฒนาความตื่นตัวทางคณิตศาสตร
ของเขา ชวยนักเรียนหาสื่อหรืออุปกรณจําเปน ชวยใหเขาเขาใจความคิดรวบยอด หรือทักษะที่จําเปน
ในการทํากิจกรรมขั้นตอไป และใหกําลังใจใหเขาพัฒนาความสนใจที่คอย ๆ เกิดขึ้น

แหลงขอมูล http://www.kanid.com/burana.html
ผูสืบคน คุณครูกรรณิกา ศิละกุลธร

16. รูปแบบการสอนแบบสืบสวนสืบสวน ( Inquiry Mode )


ความหมายของรูปแบบการสอนแบบสืบสวนสอบสวน ( Inquiry Method )
เปนวิธีสอนที่ฝกใหผูเรียนรูจักคนควาหาความรู โดยใชกระบวนการทางความคิดหาตุผล
จะคนพบความรูหรือแนวทางการแกปญหาที่ถูกตองดวยตนเองโดยผูสอนตั้งคําถามประเภทกระตุน
ใหผูเรียนใชความคิด หาวิธีการแกปญหาไดเองและสามารถนําการแกปญหานั้นมาใชประโยชนใน
ชีวิตประจําวันได

บทบาทของผูที่สอนในรูปแบบการสืบสวนสอบสวน
1. ปอนคําถามผูเรียนเพื่อนําไปสูการคนควา ผูสอนจะตองรูจักปอนคําถามจะตองรูวาถาม
อยางไร ผูเรียนจึงเกิดความคิด
2. เมื่อไดตัวปญหาแลวใหผูเรียนทั้งชั้นอภิปรายวางแผนแกปญหากําหนดวิธีแกปญหาเอง
3. ถาปญหาใดยากเกินไป ผูเรียนไมสามารถวางแผนแกปญหาได ผูสอนกับผูเรียนอาจรวมกัน
หาทางแกปญหาตอไป
ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบสวนสอบสวนแบงเปน 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. ผูสอนสรางสถานการณหรือปญหาจากเนื้อหาในหลักสูตร ใหสอดคลองกับจุดประสงคการ
เรียนเปนการนําเขาสูบทเรียนดวยปญหา เพื่อกระตุนใหผูเรียนคิดและแกปญหา
2. ขั้นใชคําถามในการอภิปรายเพื่อนําไปสูแนวทางในการหาคําตอบ การใชคําถามนี้จะตอง
อาศัยสถานการณหรือปญหาที่กําหนดขึ้น โดยใชคําถามเปนชุดตอเนื่องสัมพันธกัน
3. ขั้นใชคําถามเพื่อนําไปสูการออกแบบกําหนดวิธกี ารศึกษา การทดลองเพื่อหาคําตอบ
4. ดําเนินการศึกษาคนควาสืบสวนสอบสวน
46

5. ขั้นอภิปรายเพือ่ สรุปผล ในขัน้ นี้เปนการใชคําถามโดยอาศัยขอมูลที่ไดจากการศึกษาคนควา


และการตอบคําถามเปนหลัก
การจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชรูปแบบการสอนแบบสืบสวนสอบสวน
ความสําคัญของการใชคําถาม
ในการสอนแบบสืบสวนสอบสวนนี้ สิ่งที่สําคัญเปนอยางยิ่งคือการใชคําถาม ผูสอนตองฝก
ทักษะการตั้งคําถามจนเกิดความชํานาญ ซึ่งจําแนกประเภทของคําถามเปน 5 ประเภท ดังนี้
1. คําถามเพื่อนําไปสูการสังเกตเปนคําถามที่ตองการใหผูเรียนตอบโดยใชประสาทสัมผัสในการ
เรียนรูและตอบปญหาหรือเปนการรวบรวมขอมูล เพื่อวิเคราะหปญหาและแกปญหา
2. คําถามนําไปสูการอธิบาย เปนคําถามที่ตองการใหผูตอบใชเหตุผลประกอบกับขอมูลตางๆที่
รวบรวมไดจากการสังเกตขอมูลและจากความรูเดิม ซึ่งเปนคําถามที่สงเสริมผูเรียนใหเกิดทักษะใน
การแปลความหมายขอมูลและการสรุป
3. คําถามนําไปสูการตั้งสมมติฐาน เปนคําถามที่ชวยใหผูเรียนคาดคะเนคําตอบหรือทํานายคําตอบ
โดยอาศัยขอมูลที่ไดจากการศึกษาคนควา และความรูเดิมที่มีอยูคาดคะเนหรือทํานายคําตอบ
ลวงหนา
4. คําถามที่นําไปสูการออกแบบวิธีการศึกษาคนควาหรือออกแบบการทดลอง เปนคําถามที่ให
ผูเรียนอธิบายเพื่อนําไปสูการกําหนดวิธีการศึกษาหาความรู
5. คําถามที่นําไปสูการนําไปใช เปนคําถามที่ตองการใหผูตอบนํากฎเกณฑหรือความสัมพันธตาง
ไปใชประโยชนในสถานการณใหม เปนคําถามที่มุงใหผูเรียนเกิดความคิดสรางสรรค
ประโยชนของการจัดการเรียนการสอนแบบสืบสวนสอบสวน
1. เปนการสอนที่ชวยพัฒนากระบวนการคิดของผูเรียน โดยการตั้งคําถาม
2. ผูเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอนตลอดเวลา โดยเปนผูคิดและตอบคําถามหรือ
ฝกตั้งคําถามในกระบวนการเรียนรู
3. สงเสริมใหผูเรียนกลาแสดงออก เปนผูนําในการแกปญหา
4. สงเสริมความเปนประชาธิปไตย เนื่องจากผูสอนเปดโอกาสใหผูเรียนตั้งคําถามและถือวา
คําถามของผูเรียนมีคุณคา
5. ผูเรียนเกิดความภาคภูมิใจที่ไดคนพบคําตอบดวยตนเอง
6. ผูเรียนเกิดความคิดริเริ่มสรางสรรคในการนําความรูไปประยุกตใชในสถานการณใหม
ขอจํากัดของการจัดการเรียนการสอนแบบสืบสวนสอบสวน
1. ถ า ผู ส อนขาดทั ก ษะในการตั้ ง คํ า ถามจะทํ า การสอนโดยวิ ธี สื บ สวนสอบสวนไม เ กิ ด
ประสิทธิภาพตามจุดประสงค
47

2. ผูสอนตองคิดคําถามมาลวงหนากอนดําเนินการสอนมิเชนนั้นอาจกอใหเกิดความผิดพลาด
ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาคําตอบของผูเรียนได
3. ตองจัดสิ่งอํานวยความสะดวกที่จะใชดําเนินการสืบสวนสอบสวนใหครบถวน
4. ผูสอนจะตองใจกวาง ยอมรับฟงคําถามและความคิดเห็นของผูเรียน
5. ผูสอนควรเปนผู ที่มีความสามารถในการใหคําแนะนําหรือสงเสริมกําลังใจใหผูเรียนเกิด
ความคิดสืบสวนสอบสวนหาคําตอบดวยตนเอง

แหลงขอมูล http://pirun.ku.ac.th/~g4786027/01/sub_01/02_01_02_2.html
ผูสืบคน คุณครูชัญญานุช กาญจนา

17. การเรียนการสอนแบบสาธิตบนอีเลิรนนิง
การสอนแบบสาธิต (Demonstration) เปนกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป นการแสดงการ
กระทําใหแกผูเรียนไดดู โดยผูสอนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเปนผูสาธิตหรือผูแสดง การสอนที่มีการ
อธิบายประกอบการแสดง (live display) โดยอาศัยเครื่องมือจริงหรือ Model สําหรับการใหขอมูลที่
เปน Fact , Idea , หรือ Process ของการทํางาน การสาธิตอาจเรียกไดวาเปน Visualized explanation
การสาธิตที่ดีนั้นควรประกอบ ดวยการบอกเลา (Telling) การแสดง (Showing) และการกระทํา
(doing) ในการสอนภาคปฏิบัตินั้น การสาธิตเปนวิธีการที่จะชวยใหผูเรียนสามารถปฏิบัติงานได
ถูกตองและรวดเร็ว และเปนหนาที่สวนหนึ่งของผูสอนจะตองเลือกเนื้อหาที่จําเปนสําหรับการสาธิต
ใหผูเรียนไดเห็น (ที่มา : http://www.kmutt.ac.th/organization/Education/Electrical/think/t7.htm#3)
กิจกรรมการเรียนการสอนแบบการสาธิต จะประสบความสําเร็จมากนอยเพียงใดนัน้ จะตอง
ขึ้นอยูกับการเตรียมบทเรียน ขั้นตอนการปฏิบัติ และขั้นสรุปกิจกรรม สําหรับการสอนแบบสาธิตในอี
เลิรนนิงก็สามารถกระทําไดเชนเดียวกัน แตจะมีขอแตกตางในแงของสภาพแวดลอมการเรียน สื่อการ
สอน วิธีการนําเสนอ ในรายละเอียดขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดวยวิธีการสาธิตทั้ง
แบบในชั้นเรียนและแบบอีเลิรนนิงนัน้ มีดงั ตอไปนี้
48

ลําดับขั้นตอนของการ แบบในชั้นเรียน แบบอีเลิรนนิง


จัดกิจกรรมการเรียน
การสอนแบบสาธิต
1. ขั้นเตรียมกิจกรรม 1.1 วิเคราะหบทเรียนวาเหมาะสม 1.1 วิเคราะหบทเรียนวาควรใช
กับการสอนแบบสาธิตหรือไม ซึ่ง วิธีการสาธิตในอีเลรินนิงหรือไม จะ
อาจจะใชเพื่อใหเกิดแนวคิดในเรื่อง ใชวิธีไหนในการนําเสนอ อาจจะใช
ใดเรื่องหนึง่ หรือเปนนําเขาสู เพื่อใหเกิดแนวคิดในเรื่องใดเรื่อง
บทเรียน เพื่อนําไปสูการแกปญหา หนึง่ หรือเปนนําเขาสูบทเรียน เพื่อ
หรือเปนการทบทวนบทเรียนที่ได นําไปสูการแกปญหา หรือเปนการ
เรียนไปแลว รวมถึงกําหนดสื่อที่จะ ทบทวนบทเรียนที่ไดเรียนไปแลว
ใชในการสาธิต ซึ่งอาจจะเปนของ รวมถึงกําหนดสื่อที่จะใชในการ
จริงหรือโมเดล สาธิต ซึง่ อาจจะเปนไฟล
1.2 กําหนดวัตถุประสงควา จะให ภาพเคลื่อนไหว (Flash) หรือ
ผูเรียนเรียนรูอะไร ไฟลคลิปวิดีโอ
1.3 เรียงลําดับการสาธิต 1.2 กําหนดวัตถุประสงควา จะให
1.4 เตรียมอุปกรณสาธิต ผูเรียนเรียนรูอะไร
1.5 ผูสอนทดลองสาธิตเองกอน เพื่อ 1.3 เรียงลําดับการสาธิตเพือ่ เตรียม
แกไขขอบกพรอง สรางสื่ออิเล็กทรอนิกส
1.4 สรางสื่ออิเล็กทรอนิกสเพื่อสาธิต
1.5 ผูสอนนําสื่อเขาสูอีเลิรนนิงเพื่อ
ทดลองใช อาจใหบุคคลที่เหมือน
กลุมผูเรียน ทดลองเรียนเพือ่
ตรวจสอบความเขาใจ
2. ขั้นปฏิบัติกจิ กรรม 2.1 ผูสอนบอกวัตถุประสงคของการ 2.1 ผูสอนบันทึกวัตถุประสงคลงใน
สาธิต บทเรียนอีเลิรนนิง
2.2 ผูสอนอธิบายเนื้อหายอๆ 2.2 โพสตเนื้อหายอๆ ในบทเรียน
เกี่ยวกับเรื่องทีจ่ ะสาธิต อีเลิรนนิงเกี่ยวกับเรื่องทีจ่ ะสาธิต
2.3 อธิบายลักษณะการสาธิตวา จะ 2.3 แนะนําเปนขอความเกี่ยวกับการ
สาธิตอยางไร ใหผูเรียนสังเกตอะไร สาธิตวา จะสาธิตอยางไร ใหผูเรียน
2.4 ผูสอนทําการสาธิตตามขั้นตอน สังเกตอะไร
49

ที่เตรียมไว โดยตองคอยสังเกตวา 2.4 ผูเรียนศึกษาเนื้อหาจากแหลง


ผูเรียนไดเห็นเหมือนกันทัง้ ชัน้ เรียน การเรียนรูในอีเลิรนนิงที่ผูสอน
2.5 สังเกตพฤติกรรมผูเรียนวามี เตรียมไว
ปฏิกิริยาอยางไร เขาใจมากนอยแค 2.5 ผูเรียนโพสตขอความเกีย่ วกับ
ไหน อาจใหผูเรียนจดบันทึกตาม ความเขาใจ ขอสงสัย ปญหาที่
ดวย เกิดขึ้น
3. ขั้นสรุปกิจกรรม 3.1 ผูสอนสรุปสาระสําคัญของการ 3.1 มีแหลงขอมูลการสรุป
สาธิต สาระสําคัญของการสาธิตใน
3.2 ผูเรียนอาจเปนผูสรุปเนือ้ หา บทเรียนอีเลิรนิง
สาระเอง โดยการตั้งคําถามของ 3.2 ผูเรียนอาจเปนผูสรุปเนือ้ หา
ผูสอนก็ได หรือใชวิธีแบงกลุม ยอย สาระโดยการโพสตขอความ หรือ
และสรุปเปนกลุม หรือทํารายงานสง ตอบคําถามทีผ่ ูสอนเตรียมไวให
เปนรายบุคคล รายกลุม ก็ได อาจจะทําเปนรายงานออนไลนกท็ ํา
กิจกรรมสรุปนีเ้ ปนการเปดโอกาสให ได ขั้นสุดทายนี้ใหทํากิจกรรมที่มีผล
ผูเรียนไดมีสวนรวมไดมากทีส่ ุด สะทอนกลับ เพื่อการตรวจสอบผล
อยางทั่วถึง การเรียนรู

สําหรับการเรียนการสอนแบบสาธิตทั้งในชั้นเรียนและในอีเลิรนนิงนั้น มีทั้งจุดเดนและจุด
ดอยแตกตางกันออกไป ผูสอนจําเปนอยางยิ่งที่จะตองคํานึงถึงขอจํากัดตางๆ เพื่อปรับปรุงใหการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุเปาหมายที่ตั้งไว โดยการสอนแบบสาธิตทั้งในชั้นเรียนและใน
อีเลิรนนิงมีจุดเดนและจุดดอยดังนี้
50

การสอนแบบสาธิตในชัน้ เรียน
จุดเดน จุดดอย
1. ผูเรียนกับผูสอนสามารถสื่อสารกันได 1. ในหองเรียนที่มีผเู รียนจํานวนมากอาจทําให
โดยตรง ผูเรียนกับผูสอนสื่อสารกันไดไมทั่วถึง
2. ผูเรียนสามารถเรียนรูจ ากสื่อของจริงได 2. ผูเรียนอาจมองเห็น สัมผัส เขาถึงกระบวนการ
เกิดประสบการณตรง สาธิตไดไมทั่วถึง
3. สามารถซักถามผูสอนไดทันทีที่ไมเขาใจ 3. ผูเรียนยังไมเขาใจการสาธิตของผูสอน ไมกลา
ขั้นตอนในการสาธิต บอก กลัวเสียเวลาของเพื่อนในหอง
4. ผูสอนสามารถรับรูไดโดยตรงวาผูเรียนมี 4. ผูเรียนจํานวนมาก ทําใหผูสอนไมอาจสังเกต
ความเขาใจมากนอยเพียงใด ผูเรียนไดอยางทัว่ ถึง
การสอนแบบสาธิตในอีเลิรน นิง
จุดเดน จุดดอย
1. ผูเรียนสามารถติดตอผูสอนได 1. การสื่อสารไมเปนแบบประสานเวลา
ตลอดเวลาผานอีเลิรนนิง (synchronous) ทําใหไมสามารถตอบสนองความ
2. ผูเรียนสามารถศึกษาไดตลอดเวลา ถา ตองการของผูเ รียนไดทนั ที
ยังไมเขาใจก็สามารถทบทวนได ควบคุมเวลา 2. ไมไดเห็น สัมผัส เขาถึงการสาธิตจากของจริงๆ
เรียนไดเอง บางอยางอาจทําใหความเขาใจคลาดเคลือ่ น
3. ถาไมเขาใจสามารถฝากคําถามไวได มี 3. ถาเกิดขอสงสัยจากการดูการสาธิต หรือจาก
เวลาในการเรียนรู การคิดคําถาม การปฏิบัติ มีเพียงขอเสนอแนะ ไมมีผูคอยให
4. ตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคล ความชวยเหลือ โดยเฉพาะถาการปฏิบัติ
ที่มีความสามารถในการรับรูไดไมเทากัน บางอยาง อาจเกิดอันตรายได ถาทําผิดวิธี
4. ผูสอนไมอาจตรวจสอบความเขาใจไดโดยตรง
ยากตอการตรวจสอบกระบวนการปฏิบัติตาม
การสาธิต

บทสรุป แมวาการสอนแบบสาธิตบนอีเลิรนนิงจะเปนการตอบสนองความแตกตางระหวาง
ผูเรียน สามารถชวยใหผูเรียน ศึกษาเนื้อหาไดจนเขาใจอยางถองแท แตการสอนแบบสาธิตบางอยาง
มีความจําเปนที่จะตองแสดงดวยของจริงหรือของจําลองเหมือนจริง เพื่อใหเกิดประสบการณตรง
51

และมีความเปนไปไดที่ผูเรียนไดไปทดลองเอง อาจประสบกับปญหา หรือสถานการณบางอยางที่ไม


พบจากการสาธิต ที่ผเู รียนจะเจอจากการปฏิบัติ ดังนัน้ จึงมีความจําเปนอยางยิง่ ทีผ่ ูสอนจะคํานึงถึง
สิ่งตางๆ เหลานี้ วาเราจะมีวิธีการอยางไรในการใหความชวยเหลือ กรณีที่ผูเรียนจะตองลงมือปฏิบัติ
เอง หลังจากศึกษาเนื้อหาจากการสาธิต เพราะหัวใจสําคัญของการสอนแบบสาธิต ก็คือการที่ผูสอน
ตองการใหผูเรียนไดเห็นกระบวนการ (Process) ที่ถกู วิธี อันจะนําไปสูผลลัพธ (Output) ทีถ่ ูกตอง
เพื่อใหเปนไปตามเปาประสงคของการเรียนรูไดอยางแทจริง
แหลงที่มา http://wararit.multiply.com/journal/item/9/9
ผูสืบคน คุณครูวชิราภรณ ชํานิ

18. วิธีการสอนแบบอภิปราย
ความหมาย
วิธีการสอนแบบอภิปราย หมายถึง วิธีการสอนที่มุงใหผูเรียนไดมีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นหรือพิจารณาหัวขอที่กลุมสนใจรวมกัน วิธีการสอนแบบอภิปรายจึงเปนวิธีการสอนที่
ผูเรียนมีสวนรวมในการเรียนคือ ไดคิด ไดทํา ไดแกปญหา ไดฝกการรวมการทํางานแบบระชาธิปไตย
ผูเรียนจึงเปนศูนยกลางของการเรียน มีลักษณะการเรียนรูแบบกระตือรือรน เปนฯการพัฒนาผูเรียน
ทางดานความรูและดานเจตคติ และดานทักษะการเรียนรู เชน ทักษะการคิด ทักษะการพูด การฟง
การแสดงความคิดเห็น การทํางานรวมกันเปนกลุม เปนตน
ความมุงหมาย
1. เพื่อเปดใหผูเรียนไดแสดงความคิดเห็นรวมกัน เปนการพัฒนาทักษะการพูด การคิด
2. เพื่อฝกการทํางานรวมกันเปนกลุม ฝกการเปนผูน ํา ผูต าม การรับฟงความคิดของผูอื่น
และเปนสมาชิกที่ดีของกลุม
3. เพื่อฝกการคนควาหาความรูมาอภิปรายใหคนอืน่ ทราบ
ขั้นตอนการสอน
ขั้นตอนการอภิปรายมี3ขั้นตอน
1. ขั้นเตรียมการอภิปราย ผูสอนตองเตรียมในสิ่งตอไปนี้
1.1 หัวขอและรูปแบบการอภิปราย เตรียมใหสอดคลองกับจุดประสงคของบทเรียน เวลาเรียน
จํานวนผูเรียน สถานที่ เชน ถาเวลาจํากัด ควรใชแบบซุบซิบปรึกษาถาตองการรวบรวม
ความคิดอาจใชแบบระดมสมอง ถามีเวลาใหผูเรียนไดเตรียมเนื้อหาสาระความรูมา
ลวงหนา ควรใชแบบซิมโพเซียม
1.2 ผูเรียน ผูสอนควรใหผูเรียนเตรียมตัวการอภิปรายมาลวงหนาจะทําใหผูเรียนไดประโยชน
จากการเรียนแบบอภิปรายอยางแทจริง
52

1.3 หองเรียน ผูสอนควรจัดโตะเกาอี้ใหเหมาะสมกับรูปแบบการอภิปราย เชน จัดแบบวงกลม


เหมาะสําหรับการอภิปรายแบบระดมสมองจัดแบบตัวยูหรือสี่เหลี่ยมผืนผาเหมาะสําหรับ
กลุมใหญจัดแบบตัวทีหรือแบบเรียงแถวหนากระดานเหมาะสําหรับแบบหมูพาแนล
1.4 สื่อการเรียน อาจตองใชเอกสารประกอบการอภิปรายของแตละกลุมผูสอนควรเตรียมไวให
พรอม
2. ขั้นดําเนินการอภิปราย ผูสอนมีบทบาทสําคัญในการควบคุมและอภิปรายใหดาํ เนินไป
ไดดวยดีตองดําเนินการตอไปนี้
2.1 บอกหัวขอหรือปญหาที่จะอภิปรายใหชัดเจน
2.2 ระบุจุดประสงคการอภิปรายใหชัดเจน
2.3 บอกเงื่อนไขหลักเกณฑการอภิปรายเชนระยะเวลาที่ใช รูปแบบวิธีการ
2.4 ใหดําเนินการอภิ ปรายโดยผูสอนควรชวยเหลือใหการอภิปรายดําเนินไปไดดวยดี
ผูสอนไมควรเขาไปกํากับหรือเขาไปแทรกแซงผูเรียนตลอดควรคอยดูอยูหางๆ
3. ขั้นสรุป ประกอบดวย
3.1 สรุปผลการอภิปรายเปนชวงที่ผูแทนกลุมสรุปอภิปราย นําเสนอผลการอภิปรายตอที่
ประชุม ผูสอนอาจถามคําถามผูอภิปรายไดในสาระสําคัญที่ตองการใหผูเรียนไดรับ
ขณะเดียวกันชวยกลุมอภิปรายใหเกิดความกระจางในเนื้อหาบางตอนได
3.2 สรุปเรียน ผูสอนเปนผูสรุปเนื้อหาสาระสําคัญที่ไดจากการอภิปรายควรไดเสริมขอคิด
แทรกความรู ตลอดจนนําแนวทางความรูไปใชเกิดประโยชนการสรุปนั้นควรสรุปเปน
หัวขอกระดานดํา เพื่อใหผูเรียนไดเขาใจและบันทึกไดงาย
3.3 ประเมินผลการเรียน ผูสอนควรมีการประเมินผลการเรียนการอภิปรายภายหลังที่
สิ้นสุดบทเรียนเพื่อดูวาการอภิปรายในคาบนั้นมีคุณคาหรือมีขอบกพรองอยางไรโดย
ประเมินใหครอบคลุมถึงเนื้อหาหัวขอการอภิปราย จุดประสงค รูปแบบ บรรยากาศ
ฯลฯทั้งนี้เพื่อเปนขอมูลในการปรับปรุงการเรียนการสอนดวย

แหลงที่มา http://gotoknow.org/blog/jananey/201280
ผูสืบคน คุณครูสุวรีย เปรมมงคล
53

19. รูปแบบการสอนแบบไมชี้นํา
แนวคิด
“การสอนแบบไมนําทาง” หรือ Nondirective Teaching เปนงานของ คารล โรเจอร (Carl
R.Roger, 1969) จากประสบการณของโรเจอรในการเปนนักจิตบําบัด (Psycho Therapist) โรเจอร ได
ใชวิธีการใหคําปรึกษาหารือแกผูปวย โดยวิธีคํานึงถึงผูปวยเปนศูนยกลาง (Client-Centered) ดวยการ
สรางความสัมพันธอันดีกับผูปวย มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย เชิดชูในคุณคาศักดิ์ศรีของ
บุคคลทุกคน สรางบรรยากาศความเปนกันเอง ความเชื่อมั่นไววางใจ ใหเกิดกับผูมารับคําปรึกษา จะ
ทําใหผูมาหารูสึกสบายใจ รูสึกเปนอิสระเสรี มีความกลาพอที่จะเปดเผยความรูสึกนึกคิดของตนให
นักจิตวิทยาฟง โดยผูฟงจะตองใหความสนใจแสดงการยอมรับเคารพในสิทธิการแสดงความรูสึกและ
ความคิดเห็นของผูมาปรึกษา ฟงดวยความสนใจ ดวยใจเปนกลาง ดวยการถามทบทวนในบางครั้ง
เพื่อใหผูปวยเขาใจปญหาและความรูสึกของตนเองอยางกระจางชัด และเพื่อใหผูปวยมีความกลา
พอที่จะเผชิญกับปญหาและไดขบคิดปญหาของตนเอง นักจิตวิทยาทําหนาที่เปนคนกลาง คอย
สงเสริมใหกําลังใจ กระตุนใหผูปวยเปดเผยตนเองขบคิดปญหา และทําหนาที่เปนผูใหขอมูล
ขอเท็จจริงในบางครั้ง หรือแนะนําแหลงขอมูลใหโดยไมทําหนาที่ตัดสินใจใหผูปวย
โรเจอรไดสรุปแนวคิดไววา “ถาการบําบัดความสามารถใชความสามารถของผูรับบริการคือ
ผูปวย (Client) ในการแกปญหาของตนเอง และถาผูใดการบําบัดมุงที่จะใชความสามารถนี้ ทําไมถึง
ไมใชคุณสมมุติฐานอันนี้ และนําวิธีสอนแบบนี้ไปใช ? ถาการสรางบรรยากาศของการยอมรับ การ
เขาใจและการเคารพนับถือเปนวิธีที่ดีที่สุด ในการสงเสริมการเรียนรูในการบําบัด (Thera – py) ถา
เชนนี้จะนํามาเปนมาตรการในการเรียนรูในการศึกษาไดหรือไม ถาการบําบัดปรากฏผลออกมาวา
นอกจากจะทําใหตนรูจักตนเองดีแลว ยังสามารถชวยตัวเองในสภาพการอยางใหม ๆ ไดอยางดีอีก
ดวย ก็พอจะหวังผลคลายกันนี้ในวงการศึกษาไดหรือไม”
นอกจากนี้ โรเจอรใหทัศนตอไปอีกวา “สําหรับสังคมที่ไมมีการเปลี่ยนแปลง เชนในสังคมใน
อดีตนั้น การสอนเนื้อหาวิชาความรูและทักษะใหผูเรียนอาจจะเหมาะสมกับสังคมในขณะนั้น แต
สังคมในสมัยใหม มนุษยกําลังอยูในสภาพแวดลอมที่เปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว เปาหมายของการ
เรียนการสอน ควรเปนการอํานวยความสะดวกเพื่อการเรียนรู (facilitator of learning) ครูมีหนาที่เปน
ผูอํานวยการความสะดวกในการเรียนรู (facilitator) ครูควรมีคุณสมบัติดานใหความจริงใจแกผูเรียน
เคารพใหเกียรติและการเห็นคุณคาของผูเรียน และเปนผูที่เอาใจเขามาใสใจเรา รวมถึงเปนผูมีความ
ละเอียดออนในการเขาถึงอารมณของผูเรียน
เปาหมาย
เปาหมายที่สําคัญของการใหการศึกษาไมวาจะเปนการใหการศึกษาแกเด็กหรือผูใหญ ก็คือ
การที่ผูเรียนเสาะแสวงขวนขวายที่จะศึกษาดวยตนเอง โดยไมตองมีผูใดบังคับ เปนการเรียนที่เกิด
54

จากใจชอบใจรักซึ่งเกิดจากแรงจูงใจภายใน การเรียนรูในลักษณะนี้เรียกวา เปนการเรียนรูจ ากการนํา


ตนเอง (Self directed learning) ซึ่งเปนการเรียนรูที่นักการศึกษาพึงประสงคใหเกิดกับผูเรียนมากที่สุด
โรเจอรเรียกแนวการสอนขางตนวา Student centered ครูหรือผูอํานวยความสะดวกจะตอง
รับผิดชอบในฐานะ เปนสมาชิกของกลุมและเปนผูนําการเรียน จะตองเปนผูสรางบรรยากาศของการ
มีสวนรวมในกลุม เปนผูรักษาบรรยากาศของการยามรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น เปนผูชวยแนะ
แหลงวิทยาการ ที่จะหาความรูเพิ่มเติมตามที่กลุมตองการ และเห็นวาเปนประโยชน เปนผูมีความ
ยืดหยุน และสามารถทําไดหลายบทบาท เชน เปนผูตีความหมาย เปนผูชี้ขาด หรือเปนเพียงสมาชิก
ธรรมดาคนหนึ่งในกลุมผูเรียน
การเรียนการสอนที่ใหผูเรียนเปนศูนยกลาง (Student centered approach) อาศัยแนวคิดการ
รักษาผูปวยเปนศูนยกลางการบําบัด (Client-centered Therapy) โดย โรเจอรไดตั้งสมมติฐานดังนี้
1. ผูสอนจะไมสอนผูเรียนโดยตรงแตจะชวยอํานวยให (facilitate) ผูเรียนไดเรียนรู ทั้งนี้
เพราะวาบุคคลทุกคนจะอยูในโลกแหงประสบการณของตน สิ่งที่มีชีวิตนั้นจะมีปฏิสัมพันธตอสนาม
(field) แหงปรากฏการณตาง ๆ ตามที่เขาแตละคนประสบและรับรู
2. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีในสิ่งที่ผูเรียนเห็นวาสิ่งนั้น ๆ เกี่ยวของกับการดํารงรักษาหรือเพิ่มพูน
ลักษณะของผูเรียนชวยสงเสริมหรือชวยใหเขาสามารถรักษาโครงสรางภายในของตนเองได
3. ผูเรียนจะปฏิเสธประสบการณที่เขาคิดวาเปนประสบการณที่จะตองใหเขาเปลี่ยนแปลง
โครงสรางภายในของตนเอง (Organization of self)
4. ถาหากผูเรียนอยูในสิ่งแวดลอมหรือสถานการณที่เขาคิดวาเครงเครียดภายใตการบังคับ
ควบคุมผูเรียนจะยิ่งยืนหยัด ไมยอมยืดหยุนปรับตัวเองใหเขากับสภาพแวดลอมที่ปลอดภัย ไมมีสิ่งใด
มาทําใหเขาตึงเครียด เขาจะปรับตัวเองใหเขากับประสบการณได
5. สภาวะทางการศึกษาที่จะมีประสิทธิภาพที่สุดในการสงเสริมใหเกิดการเรียนรูจะตองเปน
สภาวะที่ไมขมขูผูเรียนและเปนภาวะที่ผูเรียน สามารถจําแนกวิเคราะหองคประกอบของสถานการณ
ที่เขาประสบและรับรูอยู
แนวการสอน
การสอนแบบ Student Centered บางครั้งอาจใชในรูปของคําวา The Learner at the Center
หลักสําคัญของการสอนวิธีนี้ ผูสอนควรมีบทบาทดังนี้
1. จะตองเปนผูสรางบรรยากาศที่ดีในชั้นเรียน
2. คอยชวยทําใหเกิดความกระจางชัดในเปาหมายของแตละคนและของกลุม
3. ตองใชความตองการ และความสนใจของผูเรียนแตละคน เปนแรงจูงใจในการเรียนการสอน
4. ตองพยายามจัดหาแหลงทรัพยากรในการเรียนรู (Resources for learning) ใหเปดกวางมากที่สุด
5. ตองคํานึงวาตนเองเปนแหลงทรัพยากรในการเรียนรูที่ยืดหยุนไดสําหรับกลุมผูเรียน
55

6. ในการปฏิสัมพันธกับผูเรียน ผูสอนจะตองจําแนกไดวาสิ่งใดเปนเนื้อหาวิชาการและสิ่งใดเปน
อารมณหรือความรูสึกของผูเรียน และควรพยายามที่ใหความสําคัญแกทั้งสองสิ่งนี้ในทางที่เหมาะสม
ตอความรูสึกของผูเรียนและกลุมผูเรียน
7. ในหองเรียนที่มีความเปนกันเอง ผูสอนสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองเปนสมาชิกคนหนึ่ง
ของกลุม และแสดงความคิดเห็นไดในฐานะผูเรียนคนหนึ่งเทานั้น
8. ผูสอนควรริเริ่มแสดงความรูสึก ความนึกคิดของตัวเองกับสมาชิกของกลุมในลักษณะที่เปนการ
แสดงออกระหวางบุคคล ที่มีความใกลชิดกัน ซึ่งแตละฝายจะรับฟงหรือไมรับฟงก็ได
9. ตลอดเวลาที่มีปฏิสัมพันธกัน ผูสอนจะตองมีความไวตอการแสดงออกดวยอารมณที่ลึกซึ้งและ
รุนแรงระหวางสมาชิกของกลุม
10. ทําหนาที่เปนผูอํานวยความสะดวก และตองยอมรับวาตนเองมีขอจํากัดบางประการในการเปนผู
อํานวยความสะดวก
รูปแบบการสอน
รูปแบบการสอน (Model of Teaching) โดยใชผูเรียนเปนศูนยกลางที่เรียกวา Nondirective Teaching
เปนรูปแบบรายบุคคล (Personal Model) ซึ่งมีความสําคัญอยูที่
- ครูและผูเรียนตองมีสวนรวมรับผิดชอบในการเรียนการสอน การเรียนการสอนไมสามารถ
จะกําหนดใหเปนรูปแบบตายตัวได มีเพียงสวนนอยที่ควบคุมได แตสวนใหญแลว เหตุการณและ
กิจกรรมจะแปรผันไปตามสภาพการณในแตละครั้งแลว แตวาผูเรียนหรือกลุมจะนําไปนั่นคือ
- กิจกรรมการเรียนการสอนไมสามารถกําหนดไวกอนลวงหนาใหแนชัดลงไปได แตกตางจาก
วิธีสอนสวนใหญที่กิจกรรมไดถูกกําหนดไวแนชัด และมีลําดับ ขั้นตอน ที่เปนเชนนี้เปนผลมาจากการ
นําเสนอ และการวิเคราะหเรื่องราวที่เรียกนั้นใหความสําคัญกับผูเรียนในรูปแบบการสอนที่เนน
ผูเรียนเปนศูนยกลาง บทบาทของครูจะตองลดนอยลง ลําดับขั้นของกิจกรรมที่กําหนดไวก็ลดลง
บทบาทของมีขอจํากัดบางประการในการเปนผูอํานวยความสะดวก ควรเนนหนักที่เปนผูแนะนํา
เทาที่ผูเรียนมีความตองการ และไมอาจที่จะกําหนดใหหรือคาดไวลวงหนาได
ดังนั้น เพื่อใหรูปแบบการเรียนการสอนบรรลุผล ผูสอนจะตองเรียนรูและเพิ่มประสบการณที่
มีความไวในการรับรูจากบุคคลอื่น ซึ่งสิ่งเหลานี้เปนทักษะที่จะตองฝกฝนเพิ่มเติม รวมทั้ง
ประสบการณในรูปแบบการสอนอยางเดียวกันนี้ ที่ผานมาในอดีต
ขั้นตอนของกิจกรรมการเรียนการสอน
โรเจอรกลาววาแมวากิจกรรมการเรียนการสอนจะมีความหลากหลายจน ไมสามารถจะ
กําหนดไวลวงหนาได แตก็สามารถแบงลําดับขั้นของกิจกรรมได เปน 5 ขั้นตอน ดังตอไปนี้ (Bruce
Joyce, and Marsha Weil, 1986 : 151)
56

ขั้นแรก กําหนดสถานการณที่เปนปญหาครูจะชวยตั้งขอสังเกตจากความคิดเห็น หรือ


ความรูสึกที่ผูเรียนแสดงออกมาอยางอิสระ เพื่อชวยใหผูเรียนมองเห็นปญหาที่แจมชัด
ขั้นที่สอง ครูจะตองกระตุนใหผูเรียนแสดงความรูสึกตอเรื่องนั้น ๆ ทั้งทางบวกและทางลบ
เพื่อกําหนดและสํารวจขอปญหา
ขั้ น ที่ สาม ครู พ ยายามช ว ยให ผู เ รี ย นเกิ ด insight ในป ญ หานั้ น ที ล ะน อย ๆ เช น รั บ รู
ความหมายใหม มองเห็นความสัมพันธเชิงเหตุผล เขาใจความหมายของพฤติกรรมที่ผานมา ฯลฯ
ขั้นที่สี่ ครูกระตุนใหผูเรียนมองเห็นแนวทางในการแกปญหา ผูเรียนจะชวยกันวางแผนและ
ตัดสินใจเลือกทางเลือก ในการแกปญหาโดยมีครูเปนผูใหความกระจางชัดในแตละทางเลือก
ขั้นที่หา ผูเรียนนําเสนอการกระทําดวยวิธีการหลาย ๆ อยาง
การนําไปใช
Nondirective Teaching Model สามารถนําไปใชไดกับปญหาระดับตาง ๆ ทั้งระดับบุคคล
สังคม และวิชาการ ในระดับสวนบุคคลนั้น ผูเรียนจะสํารวจความรูสึกเกี่ยวกับตนเอง ในปญหาสังคม
ผูเรียนจะสํารวจความรูสึกที่มีความสัมพันธกับคนอื่น ๆ และความสัมพันธระหวางความรูสึกที่มีตอ
ตนเองกับความรูสึกที่มีตอคนอื่นในปญหาดานวิชาการ ผูเรียนจะสํารวจความรูสึกของตนเอง
เกี่ยวกับความสามารถและความสนใจ ทั้งสามกรณีดังกลาวนี้ เนื้อหามักจะเปนเรื่องสวนตัวมากกวา
เรื่องอื่น ๆ ปกติจุดเนนจะอยูที่ความรูสึกของแตละบุคคล ประสบการณ การหยั่งเห็น และวิธีการ
แกปญหา การใชวิธีสอนนี้อยางมีประสิทธิภาพ ครูจะตองยอมรับวานักเรียนสามารถที่จะเขาใจและ
สามารถแกปญหาของตนเองได ครูจะตองเชื่อวาผูเรียนมีศักยภาพในตัวเอง และครูจะตองเชื่อวา
ผูเรียนมีศักยภาพในตัวเอง และครูจะตองแสดงออกทางคําพูดดวย ครูจะตองไมตัดสินใหผูเรียนวา
อะไรดีอะไรเลว ครูจะตองไมวิเคราะหปญหาเฉพาะในสายตาของครูเทานั้น ครูจะตองพยายามมอง
โลกของผูเรียนในสายตาของผูเรียนที่ผูเรียนจะมองดวยวิธีการตาง ๆ นี้ อาจกลาวไดวาครูจะตอง
ปรับตัวเองใหรับคนอื่น (ผูเรียน) ไดในบทบาทของครูที่จะเปนตัวแทน (alter-ege) ของผูเรียนครูจะตอง
พัฒนา frame of reference ซึ่งยากที่จะทํา แตเปนสิ่งที่จําเปนตองทํา หากครูมีความตองการที่จะ
เขาใจผูเรียนเชนเดี่ยวกับที่ผูเรียนเขาใจ ในการยอมรับจําเปนตองสราง frame of reference คือ
ความสามารถที่มองอยางที่ผูเรียนมองในสถาบันการศึกษาที่มีลักษณะ Open-Classrooms จะพบวา
ไดนําหลักการ Non-directive ไปใช ซึ่งมีลักษณะตาง ๆ ดังนี้
จุดประสงคของ Open-Classrooms พัฒนาความรูสึกและความเจริญ self- concept ของ
ผูเรียน และความตองการการเรียนรูของผูเรียน
วิธีการสอน เปนวิธีการที่ยืดหยุนในการเรียน เทคนิคสวนใหญที่จะใชคือ กลุมทํางาน (Group
work) เนนความคิดสรางสรรคความรูเกี่ยวกับตนเอง (Self-knowledge)
57

บทบาทของครู ครูมีบทบาทเปนผูอํานวยความสะดวก เปนวิทยากร เปนผูชี้แนะ เปนที่


ปรึกษา
เนื้อหาและวิธีสอน ผูเรียนจะเปนผูตัดสินใจวา อะไรบางที่มีความสําคัญที่จะตองเรียน (คือ
อะไรบางที่จะเรียน) ผูเรียนสามารถตั้งจุดประสงคในการเรียนของตนเองตลอดจนวิธีการที่จะเรียน
ดวย
การประเมินผล ผูเรียนเปนผูประเมินการเรียนดวยตนเอง มากกวาที่ครูเปนผูประเมินผล
ความกาวหนาวัดในลักษณะที่เปนเชิงคุณภาพมากกวาเชิงปริมาณ
องคประกอบทางสังคม (Social System) โมเดลนี้มีโครงสรางภายนอกนอยมาก ครูเปนผูอํานวยความ
สะดวก ผูเรียนเปนผูนําเสมอ การอภิปรายเนนเรื่องปญหาเปนศูนยกลาง (Problem-centered) เนน
ปญหาไมมีการใหรางวัลหรือการลงโทษ (เพราะไมมีการตัดสินวาดีไมดี ผิดไมผิด) รางวัลที่ไดรับ
เกิดขึ้นในตนเอง (intrinsic) ไมใชคนอื่นมาบอก (ให)
หลักปฏิบัติ (Principles of Reaction)
ครูเปนผูเขาไปหาผูเรียน เห็นอกเห็นใจและชวยใหผเู รียนนิยามปญหากระตุนใหผูเรียน (ทํา
เอง) ลงมือปฏิบัติเพื่อใหไดวธิ ีแกปญหานัน้
องคประกอบสนับสนุน (Principles of Reaction) ครูตองการที่จะมีสถานที่เงียบ และเปนการ
สวนตัว เพื่อพูดคุยกับผูเรียนไดตัวตอตัว และตองการแหลงวิทยาการ (resource center) สําหรับการ
พูดคุยประชุมเชิงวิชการ
บทสรุป
ขั้นตอนของ Nondirective Teaceing Model ประกอบดวย 5 ขั้นตอน ดังนี้ (Joyce and Wiel,
1986)
นิยามสถานการณ ที่เปนประโยชน (Defining the Helping Situation) ครูกระตุนใหผูเรียน
แสดงความรูสึกออกอยางอิสระ สํารวจปญหา (Exploring the Problem) ผูเรียนรวมกันนิยามปญหา
ครูกระตุนใหผูเรียนนิยามปญหา และชวยใหมองเห็นปญหาที่แจมชัด การทําความเขาใจปญหาให
กระจาง (Developing Insight) ผูเรียนอภิปราย เกี่ยวกับปญหานั้น ๆ ครูสนับสนุนผูเรียนในการ
อภิปรายเกี่ยวกับปญหานั้น ๆ การวางแผนและการตัดสินใจ (Planning and Decision Making) ผูเรียน
วางแผนการตัดสินใจเบื้องตน ครูชี้แนะแนวทางการแกปญหา – การตัดสินใจในทางเลือกที่เปนไปได
บูรณาการ (Integration) ผูเรียนมาแนวคิดที่กวางขึ้น และพัฒนาแนวทางแกปญหาที่มีความเปนไปได
มากขึ้น ครูสนับสนุนแนวทางการแกปญหาของผูเรียน.
แหลงที่มา http://cddweb.cdd.go.th/tr_di/documentary/tr_dihrddoc004.html
ผูสืบคน คุณครูจิรภา วงศขวัญ
58

20. การสอนแบบโครงการ
การสอนแบบโครงการ
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงการเปนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภายใต
บรรยากาศที่เปนมิตร มีอิสระเสรี ใหเกียรติใหความสําคัญแกเด็กในฐานะคนๆหนึ่งที่มีสิทธิเทาเทียม
กันทุกคน สรางความรูสึกที่มั่นคง กลาคิดกลาแสดง กลาลงมือทํา ครูเปนผูคอยใหการสนับสนุนคอย
ชวยเหลือเมื่อเด็กตองการ ครูจะไมเปนผูถายทอดความรู แตจะเปนผูจัดสภาพแวดลอมของหองเรียน
และเตรียมวัสดุอุปกรณที่เอื้อใหเด็กไดลงมือปฏิบัติกิจกรรมในเรื่องราวที่เปนความสนใจและทาทาย
ความสามารถของเด็ก ใหโอกาสเด็กไดคนพบและเรียนรูจากประสบการณตรงกับสิ่งของ เรื่องราว
สถานที่ บุคคลและเหตุการณตางๆภายในชุมชนของเด็ก ตามวิธีการของแตละบุคคล เปดโอกาสให
เด็กไดประเมินผลการทํางานของตนเอง ไดเห็นพัฒนาการและความสําเร็จและลมเหลวของตน ครู
เปนผูใหขอมูลยอนกลับในทางบวกและคอยแนะนําชวยเหลือใหเด็กไดประสบผลสําเร็จในการทํา
กิจกรรม
ลักษณะสําคัญของการสอนแบบโครงการ
1. เปนรูปแบบการเรียนการสอนที่ใชรวมกับระบบการสอนในหลักสูตรตามปกติ โดยโอกาสที่ครูจะ
ใชรูปแบบการเรียนการสอนนี้จะเกิดขึ้นภายใตสภาพการเรียนการสอนตามปกติ เมื่อครูสังเกตเห็นวา
เด็กมีความสนใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดเปนพิเศษ และตองการจะศึกษาเรื่องนั้นตอไป และครูพิจารณา
วาสามารถจัดกิจกรรมเพื่อศึกษาเรื่องนั้นไดและมีแหลงทรัพยากรเพียงพอในการศึกษาเรื่องนั้น
2 จุดเนนสําคัญของการจัดการเรียนการสอนนี้มุงที่ความสนใจของเด็กเปนหลักเพื่อใหเด็กมีโอกาส
ไดศึกษาเรื่องที่ตนสนใจ ในวิธีการของเด็กเอง ดังนั้นการสอนแบบโครงการไมมีการวางแผนการสอน
อยางชัดเจนไวลวงหนา ครูผูสอนคอยจะสังเกตจนพบความความสนใจของเด็ก แลวจึงจะสามารถ
รวมกันวางแผนและกําหนดกิจกรรมการเรียนการสอนรวมกันกับเด็กขึ้นและจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนใหสอดคลองกับความตองการความสนใจของเด็ก
3. แมวาการสอนแบบโครงการจะมุงที่ความสนใจของเด็กเปนรายบุคคล แตในการเลือกหัวขอของ
โครงการที่จะทําการศึกษานั้น เด็กทั้งกลุมจะรวมกันเลือกหัวขอของโครงการรวมกัน ภายใตกรอบ
ความสนใจของเด็กสวนใหญในหองเรียนและภายใตการพิจารณาของครูวาหัวขอดังกลาวสามารถ
เลือกเปนหัวขอโครงการไดหรือไม โดยครูพิจารณาเกณฑในการเลือกหัวขอของโครงการดังนี้
1) เปนหัวขอทีเ่ ด็กทุกคนหรือเด็กสวนใหญของกลุมสนใจ
2) มีแหลงทรัพยากรในทองถิ่นเพียงพอทีจ่ ะจัดกิจกรรมในหัวขอโครงการนี้ได
3) เปนหัวขอทีเ่ ด็กพอจะมีประสบการณอยูบ างแลว
4) เปนหัวขอทีเ่ ด็กสามารถใชประสบการณตรงในการคนหาขอมูลขอเท็จจริงได
59

5) เปนเรื่องที่เปนจริง สามารถใหเด็กมีประสบการณตรงกับเรื่องนัน้ ได


6) เปนเรื่องที่เปดโอกาสใหมกี ารรวมมือกันทํางาน
7) เปนเรื่องที่เปดโอกาสใหเด็กไดลงมือปฏิบัติ สรางสิ่งของหรือเลนสมมุติ
8) เปนหัวขอทีม่ ีความสัมพันธกับจุดประสงคของการเรียนการสอน
9) เด็กมีโอกาสใชทักษะตางๆในการเรียนรู
10) ผูปกครองมีโอกาสเขารวมกิจกรรมตามโครงการ ๔.การสอนแบบโครงการตองการครูที่มี
คุณลักษณะสําคัญอยางยิ่งคือตองเปนผูท ี่ยอมรับเด็กโดยแท เชื่อมั่นวาเด็กสามารถแสวงหาความรู
ไดดวยตัวเด็กเอง โดยครูจะตองแสดงบทบาทผูฟ งที่ดีใหเขาใจอยางถองแทถงึ ความตองการความ
สนใจของเด็กและจัดกิจกรรมตามความสนใจของเด็กอยางแทจริง ตองไมแสดงบทบาทของผู
ถายทอดความรูใหกับเด็ก ไมเปนผูกาํ หนดกิจกรรมใหเด็กทําตามความคิดของครู
หลักการและแนวคิดสําคัญของการสอนแบบโครงการ
1. เด็กศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยางลุมลึกลงไปในรายละเอียดของเรื่องนั้น ดวยกระบวนการคิดและ
แกปญหาของเด็กเองจนพบคําตอบที่ตองการ
2 .เรื่องที่ศึกษากําหนดโดยเด็กเอง
3. ประเด็นที่ศึกษา เกิดจากขอสงสัยหรือปญหาของเด็กเอง
4. เด็ ก ได มี ป ระสบการณ ตรงกับ เรื่องที่ศึ ก ษาโดยการสั ง เกตอย า งใกลชิ ดจากแหลง ความรู
เบื้องตน
5. ระยะเวลาการสอนยาวนานอยางเพียงพอตามความสนใจของเด็ก
6. เด็กไดประสบทั้งความลมเหลวและความสําเร็จในการศึกษาตามกระบวนการแกปญหา ของ
เด็ก
7. ความรูใหมที่ไดจากกระบวนการศึกษาและการแกปญหาของเด็กเปนสิ่งที่เด็กใชกําหนดประเด็น
ศึกษาขึ้นใหม หรือใชปฏิบัติกิจกรรมที่เด็กตองการ
8. เด็กไดนําเสนอกระบวนการศึกษา และผลงานตอคนอื่น
9. ครูไมใชผูถายทอดความรู หรือกําหนดกิจกรรมใหเด็กทํา แตเปนผูกระตุนใหเด็กใชภาษาหรือ
สัญญลักษณอื่นๆเพื่อจัดระบบความคิด และสนับสนุนใหเด็กใชความรูทักษะที่มีอยูคิดแกปญหาดวย
ตัวเอง
วัตถุประสงคของการสอนแบบโครงการ
รูปแบบการเรียนการสอนนีพ้ ัฒนาขึน้ เพื่อ
1. พัฒนาทักษะการคิดของเด็ก
2. พัฒนาทักษะการลงมือปฏิบัติของเด็ก
60

3. พัฒนาทักษะการแกปญ  หาของเด็ก
4. เสริมสรางการเห็นคุณคาในตนเองของเด็กวัย จากองคประกอบของการเห็นคุณคาในตนเอง
5 องคประกอบ 16 พฤติกรรม ดังรายละเอียดตอไปนี้
ก.องคประกอบดานคุณลักษณะเฉพาะตัวและการเขารวมกิจกรรมในชั้นเรียน
1. ลงมือปฏิบัติกิจกรรมใหมๆหรือทํางานใหมๆได
2. ตัดสินใจเกีย่ วกับตนเองได
3. ทํางานเองโดยลําพังไมตองมีคนคอยควบคุมได
4. เสนอความคิดใหมๆเกี่ยวกับกิจกรรมในหองเรียนได
5. ถามคําถามเพื่อทําความเขาใจได
6. ปรับตัวไดเมื่อมีการเปลีย่ นแปลง
ข. องคประกอบดานการประพฤติตัวไดเหมาะสมในหองเรียน
1. พูดในจังหวะอันควรได
2.พูดถึงสิ่งที่ไดกระทําที่โรงเรียนในทางที่ดี
3.ใหความรวมมือในการทํากิจกรรมกับคนอื่นๆได
ค. องคประกอบดานการสามารถเผชิญกับความผิดพลาดและการวิพากษวิจารณ
1.เวลามีขอผิดพลาดสามารถจัดการกับขอผิดพลาดได
2.เมื่อถูกวิพากษวิจารณยอมรับฟงไดโดยไมแสดงกิริยาตอบโตอยางรุนแรง
ง. องคประกอบดานความเปนที่สนใจ
1. เปนผูที่เพื่อนเลือกใหอยูในกลุม
2. แสดงความเปนผูนาํ ในกลุม ได
3. กลาวถึงตนเองในทางที่ดี
จ. องคประกอบดานความเชื่อมั่นในตนเอง
1. พูดแสดงความคิดเห็นและความรูสึกของตนได
2. ชื่นชมการทํางานและผลงานของตน
สาระสําคัญของการสอนแบบโครงการ
1. สาระหลักของรูปแบบ คือกระบวนการแกปญหา จะเปนสาระหลักที่ครูใชกระตุนใหเด็กใช
ตลอดกระบวนการจัดการเรียนการสอน กระบวนการแกปญหา เปนกระบวนการที่ตองการใหเด็กคิด
หาวิธีการแกปญหา โดยครูมีหนาที่กระตุนใหเด็กเกิดความคิดในการที่จะหาวิธีการแกปญหาตาม
วิธีการของเด็ก มีขั้นตอนดังนี้
61

1. กําหนดประเด็นปญหา จากการที่เด็กสังเกต ศึกษาขอมูล รับรูและทําความเขาใจปญหา


จนสามารถสรุปและกําหนดประเด็นปญหาขึ้นได
2. เด็กวิเคราะหโดยการอภิปราย หรือแสดงความคิดเห็นเพื่อแยกแยะประเด็นปญหา สภาพ
สาเหตุ และลําดับความสําคัญของปญหา
3.เด็กสรางทางเลือกในการแกปญหาดวยการตั้งสมมุตฐิ าน
4. เด็กตรวจสอบสมมุติฐานดวยการลงมือปฏิบัติ
5. สรุปผล สังเคราะหความรูด วยตัวเอง
ในการที่เด็กจะคิดแกปญหาไดนนั้ ครูตองมีการกระตุนใหเด็กคิด โดยการกระตุน ใหเด็กไดใชทักษะ
ทางการคิด และลักษณะทางการคิด ซึ่งประกอบดวยทักษะและลักษณะตอไปนี้
ทักษะการคิด ประกอบดวย
1).ทักษะการคิดพื้นฐาน ไดแก
1.1 ทักษะการสื่อสาร ไดแก
- ทักษะการฟง
- ทักษะการใชความรู
- ทักษะการจํา
- ทักษะการอธิบาย
- ทักษะการอาน
- ทักษะการทําความ กระจาง
- ทักษะการรับรู
- ทักษะการบรรยาย
- ทักษะการเก็บความรู
- ทักษะการพูด
- ทักษะการดึงความรู
- ทักษะการเขียน
- ทักษะการจําได
- ทักษะการแสดงออก
1.2 ทักษะที่เปนแกนหรือทักษะขั้นพืน้ ฐานทัว่ ไปไดแก
- ทักษะการสังเกต
- ทักษะการระบุ
- ทักษะการสํารวจ
62

- ทักษะการจําแนก ความแตกตาง
- ทักษะการตั้งคําถาม
- ทักษะการจัดลําดับ
- ทักษะการรวบรวมขอมูล
- ทักษะการเปรียบเทียบ
- ทักษะการจัดหมวดหมู
- ทักษะการอางอิง
- ทักษะการตีความ
- ทักษะการแปลความ
- ทักษะการเชื่อมโยง
- ทักษะการขยายความ
- ทักษะการใชเหตุผล
- ทักษะการสรุปความ
2) ทักษะการคิดขั้นสูง ที่สําคัญมีดังนี้
- ทักษะการนิยาม
- ทักษะการวิเคราะห
- ทักษะการผสมผสาน
- ทักษะการจัดระบบ
- ทักษะการสราง
- ทักษะการจัดโครง สราง
- ทักษะการปรับโครงสราง
- ทักษะการหาแบบแผน
- ทักษะการหาความเชื่อพืน้ ฐาน
- ทักษะการทํานาย
- ทักษะการตั้งสมมุติฐาน
- ทักษะการทดสอบ สมมุติฐาน
- ทักษะการกําหนดเกณฑ
- ทักษะการพิสูจน
- ทักษะการประยุกต
63

ลักษณะการคิด ครูจะกระตุนใหเด็กมีลักษณะการคิดหลายๆรูปแบบ หลายๆลักษณะ ลักษณะ


การคิดเปนประเภทของการคิดที่แสดงลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน ลักษณะการคิดแตละลักษณะจะ
อาศัยทักษะพื้นฐานบางประการและมีกระบวนการหรือการคิดไมมากนัก ลักษณะการคิดดังกลาว
ประกอบดวย การคิดคลอง การคิดหลากหลาย การคิดละเอียด การคิดชัดเจน การคิดกวาง การคิด
ไกล การคิดลึกซึ้ง และการคิดอยางมีเหตุผล \
2. สาระที่เปนเนื้อหาตามหัวขอโครงการ เปนเนื้อหาที่เกิดจากความสนใจ ความตองการของ
เด็ก แลวถูกกําหนดเปนหัวขอโครงการที่จะทําการศึกษา กระบวนการจัดการเรียนการสอน
ขั้นตอนการสอน การจัดการเรียนการสอนตามกระบวนการขอการสอนแบบโครงการประกอบ
ไปดวยระยะของโครงการ 3 ระยะใหญๆ คือ
ระยะที่ 1 เริ่มตนโครงการ
ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ
ระยะที่ 3 รวบรวมสรุป เวลาที่ใชในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดการสอน
1โครงการ เวลาที่ใชขึ้นอยูกับการไดดําเนินการขั้นตอน ตามขั้นตอนการสอนของรูปแบบ คือ ตั้งแต
เริ่มตนโครงการ พัฒนาโครงการ และรวบรวมสรุป ดังนั้นเวลาในการสอน 1 โครงการจึงไมสามารถ
กําหนดใหแนนอนตายตัวได เพราะขึ้นอยูกับความสนใจในการทํากิจกรรมของเด็ก สวนในการสอน 1
ครั้งใน 1 วันใชเวลาประมาณ 50-70 นาที ตามชวงเวลาของกิจกรรมอิสระ หรือชวงเวลาที่โรงเรียน
กําหนดขึ้นเอง ซึ่งก็สามารถยืดหยุนใหมากหรือนอยกวานี้ไดทั้งนี้ใหขึ้นอยูกับความสนใจของเด็กเปน
สําคัญ การจัดสภาพสิ่งแวดลอม การสอนแบบโครงการมุงใหเด็กไดมีโอกาสมีประสบการณ
ตรงกับสิ่งตางๆ ทั้งที่เปนบุคคล สิ่งของ หรือเหตุการณ เพื่อที่เด็กจะไดสรางองคความรูจากการมี
ปฏิสัมพันธกับสิ่งเหลานั้น ครูควรจัดเอกสาร หนังสือ หรือวัสดุอุปกรณอื่นๆที่เกี่ยวของกับหัวขอ
โครงการไวในหองเรียน รวมทั้งจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรูตามโครงการของเด็ก
ดวยการติดผลงานของเด็ก ภาพถาย ติดปายแสดงเรื่องราว(Documentary Board)การทําโครงการ
ของเด็ก ครูสามารถขอความรวมมือจากผูปกครองที่จะสงเอกสาร หรือสิ่งของตางๆที่เกี่ยวของกับ
หัวขอโครงการมาจัดแสดงในหองเรียน เพื่อเปนการเปดโอกาสใหเด็กไดมีประสบการณกับสิ่ง
เหลานั้น ตัวอยางเชน ในโครงการพญานาค ครูขอความรวมมือจากผูปกครองโดยผานการทําหนังสือ
แจงขาวการทําโครงการพญานาคและขอความรวมมือขอใหนําสิ่งของที่เกี่ยวของกับพญานาคมารวม
แบงปนกันในหองเรียน มีผูปกครองสงกลองไมขีดไฟตราพญานาคมาจัดแสดงในหองเรียน และมี
เอกสารเกี่ยวกับอาชีพการวาดรูปพญานาคบนหัวเรือประมงมาแบงปน สิ่งเหลานี้เด็กใหความสนใจ
เปนอยางมาก นอกจากนั้นการจัดสภาพแวดลอมของหองเรียนจะเปนเรื่องราวของการศึกษาคนควา
ผลงานการทํางานตามโครงการของเด็ก หองเรียนที่ใชในการจัดกิจกรรมตามรูปแบบการเรียนการ
สอนนี้สามารถใชหองเรียนหองเดียวกับการเรียนการสอนปกติ แตถาหากโรงเรียนใดสามารถจัด
64

หองเรียนที่เปนหองโครงการโดยเฉพาะไดจะทําใหการจัดกิจกรรมเต็มไปดวยความนาสนใจมาก
ยิ่งขึ้น เพราะบางครั้งการเรียนการสอนนี้ตองการพื้นที่ในการสรางแบบจําลองที่มีขนาดใหญ และตอง
ใชเวลาในการสรางและปรับปรุงเปนเวลานาน กิจกรรมการเรียนการสอนตามกระบวนการเรียน
การสอนระยะที่ 1 เริ่มตนโครงการ กอนที่จะเริ่มโครงการครูและเด็กทุกคนในกลุมรวมกันกําหนด
หัวขอของโครงการ หัวขอโครงการกําหนดขึ้นจากความสนใจของเด็กทั้งกลุมหรือเด็กสวนใหญเปน
หลัก โดยครูเปนผูคอยสังเกตคําพูดและการกระทําตางๆ ของเด็กในระบบการเรียนการสอนตามปกติ
เมื่อครูสังเกตเห็นวาเด็กมีความสนใจเปนพิเศษในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเมื่อครูพิจารณาตามเกณฑที่
กําหนดไวในเกณฑการเลือกหัวขอโครงการแลวเห็นวาจะสามารถนํามาเปนหัวขอของโครงการได ครู
นําเรื่องนั้นมาอภิปรายรวมกับเด็กแลวรวมกันกําหนดเปนหัวขอโครงการ โครงการเริ่มตนหลังจากที่
กําหนดหัวขอโครงการแลว โดยครูจัดกิจกรรมตางๆเพื่อตรวจสอบวาเด็กมีความรูเดิมเกี่ยวกับเรื่องที่
เปนหัวขอโครงการมากนอยเพียงใด กิจกรรมดังกลาวไดแก การอภิปราย การวาดภาพระบายสี การ
เลาเรื่องและประสบการณเกี่ยวกับหัวขอโครงการ การเขียน แลวนําความรูเดิมของเด็กที่มีอยูแลวมา
แลกเปลี่ยนแบงปนกับเพื่อน ๆ โดยนําเสนอผานกิจกรรมหรือสื่อตางๆ เชน การอภิปราย การสนทนา
พูดคุย การวาดภาพ ระบายสี การเขียน การทําแผนภูมิ หรือการทํางานศิลปะอื่นๆ ครูจดั แสดงผลงาน
ตางๆไวในชั้นเรียน ครูคอยกระตุนใหเด็กตั้งคําถามและตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กําลังศึกษา
และครูเปนผูคอยสังเกต จดบันทึกคําพูด คําถามและสมมุติฐานของเด็กแลวจัดแสดงไวในหองเรียน
เพื่อใหเด็กคอยตรวจสอบในการศึกษาอยางลุมลึกตอไป รายละเอียดวิธีการการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนเปนดังนี1้ . สังเกต/สรางความสนใจของเด็ก· ครูนําสิ่งของเขามาในหองเรียนใหเด็ก
สังเกตอยางใกลชิด ในรายละเอียดของสิ่งของนั้น
1) ครูถามคําถาม ถึงลักษณะของสิ่งของที่เด็กสังเกตได เมื่อเด็กตอบหรือ
แสดงความเห็น ครูยอมรับคําตอบของเด็ก โดยแสดงทาทางการฟงอยาง
ตั้งใจ มองที่หนาและสบตาเด็ก ทําทาทางทางพยักหนายอมรับ และจด
บันทึกคําพูดของเด็ก
2) ครูกระตุนใหเด็กสังเกตรายละเอียดของสิ่งของนั้น เชน ครู : หนูดูสิวา
กระดาษแผนนี้กับกระดาษแผนนั้นเหมือนกันไหม ทําไมถึงไมเหมือนกัน
ตรงไหนบางที่เหมือนกัน
3) ครูยอมรับฟงคําตอบของเด็กดวยความสนใจ โดยการมองตาเด็ก แสดง
ทาทางตั้งใจ ดวยการพยักหนา จดบันทึกคําพูดเด็ก· หรือ จาก
สถานการณการการเรียนการสอนปกติ ครูกระตุนใหเด็กสังเกตสิ่งของหรือ
เหตุการณที่เกิดขึ้นในชวงเวลานั้น ๆ
65

4) ครูถามคําถาม ถึงลักษณะสิ่งของหรือเหตุการณนั้น และ กระตุนใหเด็ก ๆ


สังเกตในรายละเอียด เชน ครู : เด็ก ๆ วาหลังเตากับทองเตา มันมีลาย
เหมือนกันไหม มันไมเหมือนกันอยางไร
5) ครูยอมรับคําตอบของเด็ก ดวยการรับฟงอยางสนใจ ไมแกไขความคิดเห็น
ของเด็ก จดบันทึกคําพูดของเด็ก
6) ครูสังเกตวาเด็กมีความสนใจในสิ่งของหรือสถานการณที่เด็กสังเกตหรือไม
หากเด็กสนใจ คือ แสดงการอยากรูอยากเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งของนั้นๆ
ตอไปอีก ครูนําเด็กไปสูการกําหนดหัวขอโครงการ หากเห็นวาเด็ก ๆ ไม
สนใจ คือไมอยากรูตอไป ครูยอมรับเด็กโดยการให

แหลงที่มา http://gotoknow.org/blog/wattamak/69385
ผูสืบคน คุณครูนันทิกา กองนาคู

21. เทคนิคการสอนแบบหมวก 6 ใบ
Six thinking hats คืออะไร
Six thinking hats คือ เทคนิคการคิดอยางมีระบบ คิดอยางมีโฟกัส มีการจําแนกความคิด
ออกเปนดานๆ และคิดอยางมีคุณภาพ เพื่อชวยจัดระเบียบการคิด ทําใหการคิดมีประสิทธิภาพมาก
ขึ้น แนวคิดหลัก “การคิด” เปนทักษะชวยดึงเอาความรูและประสบการณของผูคิดมาใชใหเกิด
ประโยชนสูงสุดอยางเหมาะสมกับสถานการณทักษะความคิดจึงมีความสําคัญที่สุด
ดร. Edward de Bono (เอดเวิรด เดอ โบโน) ไดทําการคิดคนเทคนิคการคิด six thinking hats
ขึ้นมาเพื่อเปนระบบความคิดที่ทํา ใหผูเรียนมีหลักในการจําแนกความคิดออกเปน 6 ดาน ทําให
สามารถแกปญหาและตัดสินใจดวยการคิดทีละดานอยางเปนระบบ เปนการเพิ่มศักยภาพใหทักษะ
การคิด ทําใหไมคิดกระโดดไปกระโดดมา หรือคิดพรอมกันทุกอยางในเวลาเดียวกัน ซึ่งทําใหสบั สนใช
เวลานาน และสรุปไมได
องคประกอบของ Six Thinking Hats
Six Thinking Hats จะประกอบดวยหมวก 6 ใบ 6 สี คือ
1. White Hat หรือ หมวกสีขาว หมายถึง ขอมูลเบื้องตนของสิ่งนั้น เปนความคิดแบบไมใช
อารมณ และมีเปาประสงคที่ชัดเจน แนนอน ตรงไปตรงมา ไมตองการความคิดเห็น สีขาวเปนสีที่
ชี้ใหเห็นถึงความเปนกลาง จึงเกี่ยวของกับขอเท็จจริง จํานวนตัวเลข เมื่อสวมหมวกสีนี้ หมายความวาที่
ประชุมตองการขอเท็จจริงเทานั้น โดยปกติแลวเรามักจะ ใชหมวกขาวตอนเริ่มตนของกระบวนการ
คิดเพื่อเปนพื้นฐานของความคิดที่กําลังจะเกิดขึ้นแตเราก็ใชหมวกขาวในตอนทายของกระบวนการได
66

เหมือนกัน เพื่อทําการประเมิน อยางเชนขอเสนอโครงการตางๆของเราเหมาะสมกับขอมูลที่มีอยู


หรือไม
2. Red Hat หรือ หมวกสีแดง หมายถึง ความรูสึก สัญชาตญาณ และลางสังหรณ เมื่อ
สวมหมวกสีนี้ เราสามารถบอกความรูสึกของตนเองวาชอบ ไมชอบ ดี ไมดี มีการใชอารมณ ความคิด
เชิงอารมณซึ่งสวนใหญการแสดงอารมณจะไมมีเหตุผลประกอบ หรือการตระหนักรูโดยฉับพลันซึ่งก็
คือ เรื่องบางเรื่องที่เคยเขาใจในแบบหนึ่ง อยูๆก็เกิดเขาใจในอีกแงมุมหนึ่ง ซึ่งการตระหนักรูแบบนี้จะ
ทําใหเกิดงานสรางสรรค การคนพบทางวิทยาศาสตร หรือวิธีคิดทางคณิตศาสตรแบบกาวกระโดด
ความคิดความเขาใจในสถานการณโดยทันที ซึ่งเปนผลจากการใครครวญอันซับซอนที่มีพื้นฐานจาก
ประสบการณ เปนการตัดสินที่ไมอาจใหรายละเอียดหรืออธิบายไดดวยคําพูด เชนเวลาที่คุณจําเพื่อน
คนหนึ่งได คุณก็จําไดในทันที
3. Black Hat หรือ หมวกสีดํา หมายถึง ขอควรคํานึงถึง สิ่งที่ทําใหเราเห็นวา เราไมควรทํา
เปนการคิดในเชิงระมัดระวัง หมวกสีดํา เปนหมวกคิดที่เปนธรรมชาติและสอดคลองกับวิธีการคิดของ
ตะวันตกมาก หมวกสีดําชวยชี้ใหเราเห็นวาสิ่งใดผิด สิ่งใดไมสอดคลองและสิ่งใดใชไมได มันชวย
ปกปองเราจากการเสียเงินและพลังงาน ชวยปองกันไมใหเราทําอะไรอยางโงเขลาเบาปญญา และผิด
กฎหมาย หมวกสีดํา เปนหมวกคิดที่มีเหตุมีผลเสมอ เพราะในการวิพากษวิจารณ หรือวิเคราะหสงิ่ ใด
จะตองมีการคิดแบบเปนเหตุเปนผลรองรับ ไมมีอารมณมาเกี่ยวของ ในการประเมินสถานการณใน
อนาคตของเรานั้น ตองขึ้นอยูกับประสบการณของเราเองและของผูอื่นดวย
4. Yellow Hat หรือ หมวกสีเหลือง หมายถึง การคาดการณในทางบวก ความคิดเชิงบวก
เปนการมองโลกในแงดี การมองที่เปนประโยชน เปนการคิดที่กอใหเกิดผล หรือทําใหสิ่งตางๆเกิดขึ้น
ได การคิดเชิงบวกเปนการเปดโอกาสใหพัฒนาและสรางสรรคสิ่งใหมๆ ความคิดเชิงลบอาจปองกัน
เราจากความผิดพลาด ความเสี่ยง และอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นการคิดเชิงบวกตองผสมผสาน
ความสงสัยใครรู ความสุข ความตองการ และความกระหายที่จะทําสิ่งตางๆใหเกิดขึ้นหรือไม
5. Green Hat หรือ หมวกสีเขียว หมายถึง ความคิดนอกกรอบที่มีความสัมพันธกับ
ความคิดริเริ่มสรางสรรค และเกี่ยวของโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและมุมมองซึ่งปกติมักถูก
กําหนดจากระบบความคิดของประสบการณดั้งเดิม และความคิดนอกกรอบนั้นจะอาศัยขอมูลจาก
ระบบของตัวเราเอง โดยเมื่อสวมหมวกสีนี้ จะแสดงความคิดใหมๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น การ
คิดอยางสรางสรรค
6. Blue Hat หรือ หมวกสีน้ําเงิน หมายถึง การควบคุม และการบริหารกระบวน การคิด
เพื่อใหเกิดความชัดเจนในเรื่องของความคิดรวบยอด ขอสรุป การยุติขอขัดแยง การมองเห็นภาพและ
การดําเนินการที่มีขั้นตอนเปนระบบ เมื่อมีการใชหมวกน้ําเงิน หมายถึง ตองการใหมีการควบคุมสิ่ง
ตางๆ ใหอยูในระบบระเบียบที่ดี และถูกตองหมวกสีน้ําเงินมักเปนบทบาทของหัวหนา ทําหนาที่
67

ควบคุมบทบาทของสมาชิก ควบคุมการดําเนินการประชุม การอภิปราย การทํางาน ควบคุมการใช


กระบวนการคิด การสรุปผล เพื่อใหบรรลุเปาหมายที่ตองการ อยางไรก็ตามสมาชิก ก็สามารถ สวม
หมวกน้ําเงิน ควบคุมบทบาทของหัวหนาไดเชนกัน ตัวอยางคําถามที่ผูสวมหมวกน้ําเงินสามารถ
นําไปใชได ไดแก เรื่องนี้ตองการคิดแบบไหน ขั้นตอนของ เรื่องนี้คืออะไร เรื่องนี้จะสรุปอยางไร
ขอบเขตของปญหาคืออะไร ขอใหคิดวาเราตองการอะไร และใหเกิดผลอยางไร เรากําลังอยูใน
ประเด็นที่กําหนดหรือไม เปนตน ผูสวมหมวกน้ําเงินเปรียบเสมือนผูควบคุมวงดนตรีที่จะทําใหผูเลน
ดนตรีแตละชิ้นบรรเลงสอดประสานกันไดอยางไพเราะ ดังนั้น การควบคุมการคิดจึงตอง เลือกใชวิธี
คิดของหมวกแตละใบอยางเหมาะสม
กระบวนการคิดของ Six Thinking Hats
กระบวนการคิดของ Six Thinking Hats นั้นไมมีรูปแบบตายตัว แตจะทําการคิดโดยการสวม
หมวกทีละใบ ซึ่งเอดเวิรด เดอ โบโน ไมไดกําหนดวาควรจะสวมหมวกสีอะไรกอนหลังเชน เริ่มจาก
หมวกสีน้ําเงิน คือ สิ่งที่เราประสบอยู แลวก็ไปคนหาวิธีแกปญหานั้นๆ วาจะมีทางออกอยางไรบาง
จากนั้นจึงมาตรวจสอบกับหมวกสีเหลืองวา ถาทําอยางนั้นจะมีประโยชนอะไรบาง ตรวจสอบกับ
หมวกสีดําวาจะมีปญหา อุปสรรคอะไรไหม แลวนําเอาหมวกสีเขียวมาแกหมวกสีดําอีกที ตรวจสอบ
กับหมวกสีแดงวาถูกใจทุกคนหรือไม ถาไมก็หาหมวกสีเขียวมาแกอีกครั้งหนึ่ง แลวถึงขั้นตอนสรุป คือ
หมวกสีน้ําเงิน ไมจําเปนตองใชหมวกทุกสี
ดังนั้น Six Thinking Hatsจึงเหมาะสมกับการประชุมเพื่อทําการแกปญหาตัดสินใจตางใน
องคกรไดอยางดี และมีประสิทธิภาพ
ประโยชนของการใช Six Thinking Hats
1. เนื่องจากกระบวนการคิดแบบ Six Thinking Hats เปนการเริ่มคิดในสิ่งเดียวกัน และคิด
รวมกันในประเด็นเดียวกัน ทําใหลดความขัดแยงในการประชุมลงไปไดมาก
2. เนื่องจากระบบใหคนคิดทีละดาน มองทีละดาน จากดานหนึ่งไปมองอีกดานหนึ่ง ทําให
เห็นภาพจริงที่ชัดเจน เปนผลใหในเกิดการพิจารณาความคิดใหม ๆ ไดรอบคอบ
3. การใช Six Thinking Hats ชวยใหทุกคนอยากมีสวนรวมในการแสดงความคิดเห็น ทําให
เปนการดึงเอาศักยภาพ ของแตละคนมาใชโดยที่ไมรูตัว
4. ชวยประหยัดเวลาในการประชุม เนื่องจาก ทุกคนในที่ประชุมมีความคิดแบบคูขนาน
5. จํากัดโอกาสหรือชองทางสําหรับการโตเถียงหรือโตแยงกัน
สรุป
เทคนิคการคิดแบบ six thinking hats จะเปนการรวมความคิดดานตางๆ ไวครบถวนทุกดาน
ระบบใหคนคิดทีละดาน มองทีละดาน จากดานหนึ่งไปมองอีกดานหนึ่ง จะไดเห็นภาพจริงที่ชัดเจน
ทําใหพิจารณาความคิดใหม ๆ ไดรอบคอบ เปนผลใหเกิดความคิดที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น การคิด
68

เปนทักษะที่สามารถเรียนรู ฝกฝน และพัฒนาได การใชวิธีคิดแบบสวมหมวกคิด six thinking hats จะ


ชวยใหผูคิดสามารถคิดอยางเปนระบบ มีขั้นตอนในการคิดอยาง สรางสรรคและสามารถแกไขปญหา
ในสถานการณตางๆ ไดงายและรวดเร็วมากขึ้น

แหลงที่มาของขอมูล : http://portal.in.th/jarpombaby-jar/pages/274/
ผูสืบคน คุณครูวราภรณ ปอสุวรรณ

22. เทคนิคการสอนแบบซิปปา ( CIPPA MODEL )


รูปแบบการเรียนการสอนโดยยึดผูเรียนเปนศูนยกลาง : โมเดลซิปปา (Cippa Model)
หรือรูปแบบการประสานหาแนวคิด ไดพัฒนาขึ้นโดย ทิศนา แขมมณี รองศาสตราจารยประจํา
คณะครุศาสตรจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งไดพัฒนารูปแบบจากประสบการณในการสอนมาก
วา 30 ป และพบวาแนวคิดจํานวนหนึ่งสามารถใชไดผลดีตลอดมา จึงไดนําแนวคิดเหลานั้นมา
ประสานกันเกิดเปนแบบแผนขึ้น แนวคิดดังกลาวไดแก แนวคิดการสรางความรู แนวคิด
กระบวนการกลุมและการเรียนรูแบบรวมมือ แนวคิดเกี่ยวกับความพรอมในการเรียนรู แนวคิด
เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรูและแนวคิดเกี่ยวกับการถายโอนความรู เมื่อนําแนวคิดดังกลาวมาจัดการ
เรี ย นการสอนพบว า สามารถพั ฒ นาผู เ รี ย นได ค รบทุ ก ด า น ไม ว า จะเป น ด า น
รางกาย อารมณ สติปญญาและสังคม โดยหลักการของโมเดลซิปปา ไดยึดหลักการเรียนการสอนที่
เนนผูเรียนเปนสําคัญ ในตัวหลักการคือการชวยใหผูเรียนไดมีสวนรวมในกระบวนการเรียนรู ชวยให
ผูเรียนมีบทบาทและมีสวนรวมในกระบวนการเรียนรูใหมากที่สุด มีปฏิสัมพันธตอกันและไดเรียนรู
จากกันและกัน มีการแลกเปลี่ยนขอมูลความรู ความคิดเห็นและประสบการณ ผูเรียนไดเรียนรู
กระบวนการตาง ๆ รวมกับการผลิตผลงานซึ่งมีความคิดสรางสรรคที่หลากหลายและสามารถนํา
ความรู ไ ปใช ใ นชี วิ ต ประจํ า วั น ให นั ก เรี ย นเป น ผู ส ร า งองค ค วามรู ด ว ยตนเองตาม
แนวคิด Constructivism (ทิศนา แขมมณี, 2542 )
ความหมายของ CIPPA
C มาจากคําวา Construct หมายถึง การสรางความรูตามแนวคิด
ของ Constructiviism กลาวคือ เปนกิจกรรมการเรียนรู ชวยใหผูเรียนเปนผูสรางความรูดวย
ตนเอง ทําความเขาใจ เกิดการเรียนรูที่มีความหมายแกตนเอง และคนพบความรูดวยตนเอง เปน
กิจกรรมที่ใหผูเรียนมีสวนรวมทางสติปญญา
I มาจากคําวา Interaction หมายถึง การชวยใหผูเรียนมีปฏิสัมพันธกับผูอื่นและ
สิ่งแวดลอม กิจกรรมการเรียนรูที่ดีจะตองเปดโอกาสใหผูเรียนไดมีปฏิสัมพันธกับบุคคล และแหลง
69

ความรูที่หลากหลาย ไดรูจักกันและกัน ไดแลกเปลี่ยนขอมูลความรู ความคิดประสบการณ แกกัน


และกันใหมากที่สุดเทาที่จะมากได ชวยใหผูเรียนมีสวนทางสังคม
P มาจากคําวา Physical Participation หมายถึง การชวยใหผูเรียนมีบทบาท มีสวนรวม
ทางดานรางกาย ใหผูเรียนมีโอกาสเคลื่อนไหวรางกาย โดยการทํากิจกรรมในลักษณะตางๆ ชวยให
ผูเรียนมีสวนรวมทางดานรางกาย
P มาจากคําวา Process Learning หมายถึง การเรียนรู กระบวนการ ตางๆ ของ
กิจกรรมการเรียนรูที่ดี ควรเปดโอกาสใหผูเรียนไดเรียนรูกระบวนการตางๆ ซึ่งเปนทักษะที่จําเปนตอ
การดํารงชีวิต
A มาจากคําวา Application การนําความรูที่ไดไปประยุกตใช ซึ่งจะชวยใหผูเรียนไดรับ
ประโยชนจากการเรียน เปนการชวยผูเรียนนําความรูไปใชในลักษณะใดลักษณะหนึ่งในสังคม และ
ชีวิตประจําวัน ซึ่งจะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆจากแนวคิดในการจัดการเรียนการ
สอนที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลางของทิศนา แขมมณี (2542) หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา หลักของ
โมเดลซิปปา (CIPPA MODEL) ซึ่งไดรูปแบบการเรียนการสอนซึ่งสามารถประยุกตใชจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนมีขั้นตอนสําคัญดังนี้
1.ขั้นทบทวนความรูเดิม ขั้นนี้เปนการดึงความรูของผูเรียนในเรื่องที่เรียนเพื่อชวยให
ผูเรียนมีความพรอมในการเชื่อมโยงความรูใหมกับความรูเดิมของตน
2. ขั้นแสวงหาความรูใหม ขั้นนี้เปนการแสวงหาขอมูล ความรูใหมที่ผูเรียนยังไมมี
จากแหลงขอมูลหรือแหลงความรูตางๆ ซี่งครูอาจเตรียมมาใหผูเรียนหรือใหคําแนะนําเกี่ยวกับ
แหลงขอมูลตางๆ เพื่อใหผูเรียนไปแสวงหาก็ได
3. ขั้นการศึกษาทําความเขาใจขอมูล/ความรูใหม และเชื่อมโยงความรูใหมกับ
ความรูเดิม ขั้นนี้เปนขั้นที่ผูเรียนเผชิญปญหา และทําความเขาใจกับขอมูล ผูเรียนจะตองสราง
ความหมายของขอมูล ประสบการณใหมๆ โดยใชกระบวนการตางๆ ดวยตนเอง เชนใชกระบวนการ
คิด และกระบวนการกลุมในการอภิปรายและสรุปผลความเขาใจเกี่ยวกับขอมูลนั้น ซึ่งอาจ
จําเปนตองอาศัยการเชื่อมโยงความรูเดิม มีการตรวจสอบความเขาใจตอตนเองหรือกลุม โดยครูใช
สื่อและย้ํามโนมติในการเรียนรู
4. ขั้นการแลกเปลี่ยนความรูความเขาใจกับกลุม ขั้นนี้เปนขั้นที่ผูเรียนอาศัยกลุมเปน
เครื่องมือ ในการตรวจสอบความรูความเขาใจของตนเอง รวมทั้งขยายความรูความเขาใจของตนให
กวางขึ้น ซึ่งจะชวยใหผูเรียนไดแบงปนความรูความเขาใจของตนเองแกผูอื่นและไดรับประโยชนจาก
ความรู ความเขาใจของผูอื่นไปพรอมๆกัน
70

5. ขั้นการสรุปและจัดระเบียบความรู ขั้นนี้เปนขั้นของการสรุปความรูที่ไดรับ
ทั้งหมด ทั้งความรูเดิมและความรูใหม และจัดสิ่งที่เรียนรูใหเปนระบบระเบียบ เพื่อชวยใหจดจําสิ่ง
ที่เรียนรูไดงาย
6. ขั้นการแสดงผลงาน ขั้นนี้เปนขั้นที่ชวยใหผูเรียนไดมีโอกาสไดแสดงผลงานการสราง
ความรูของตนเองใหผูอื่นรับรู เปนการชวยใหผูเรียนตอกย้ํา หรือตรวจสอบ เพื่อชวยใหจดจําสิ่งที่
เรียนรูไดงาย
7. ขั้นประยุกตใชความรู ขั้นนี้เปนการสงเสริมใหผูเรียนไดฝกฝนการนําความรู ความ
เข า ใจของตนเองไปใช ใ นสถานการณ ต า งๆที่ ห ลากหลายเพื่ อ เพิ่ ม ความชํ า นาญ ความ
เขาใจ ความสามารถในการแกปญหาและความจําในเรื่องนั้น ๆ

แหลงที่มา http://pirun.ku.ac.th/~g4786027/01/sub_01/02_01_02_2.html
ผูสืบคน คุณครูธนภรณ บุตรดี
71

ผูสืบคน คุณครูวันดี ในพรม